บรรยากาศในที่เกิดเหตุเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนเฉาชิงหยวนจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น ทำลายความกระอักกระอ่วน
“พวกเรากลับกันเร็วหน่อยเถอะ บ่ายนี้ยังต้องไปทำงานต่อ แถมยังไม่รู้ด้วยว่าทางเขื่อนเป็นยังไงบ้าง ไม่แน่อาจจัดให้พวกเราไปช่วยก็ได้”
เมื่อเฉาชิงหยวนเปิดประเด็น คนอื่น ๆ ก็พากันพูดจ้อคล้อยตาม
“ฉันว่ามีโอกาสสูงมาก โดยเฉพาะพวกยุวชนชายอย่างเรา ควรเตรียมใจไว้ก่อนเลย”
พอพูดถึงเรื่องเขื่อนเสียหายครั้งนี้ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถึงเรื่องที่เจิ้งซานหยาถูกทำร้ายเมื่อครู่
ยุวชนหญิงคนหนึ่งใจอ่อนจนอดเห็นใจไม่ได้ จึงพูดขึ้นว่า
“พวกคุณเห็นแผลบนตัวเจิ้งซานหยากันหมดแล้วใช่ไหม? พระเจ้า นี่แม่แท้ ๆ เป็นคนลงมือจริงเหรอ? แค่เห็นก็ขนลุกแล้ว!”
“ฉันก็เห็นเหมือนกัน พูดตามตรง ตอนเห็นภาพนั้น จู่ ๆ ฉันก็รู้สึกว่าเรื่องที่พ่อแม่ให้ฉันลงชนบทแทนน้องชายไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้ลงมือกับฉัน แถมยังให้เงินชดเชยมาบ้าง ถึงจะน้อยก็เถอะ แต่ตอนนี้ฉันกลับทำใจยอมรับได้แล้ว อย่างน้อยเมื่อเทียบกับเจิ้งซานหยา ฉันก็ยังถือว่าโชคดี!”
คนอื่น ๆ ต่างพยักหน้าตามอย่างรู้สึกสะเทือนใจไม่ต่างกัน
ส่วนใหญ่พวกเขาหางานในเมืองไม่ได้ ข้าวของครอบครัวก็มีแค่ที่ทางการจัดสรรให้ หากไม่ลงชนบทก็คงอดตาย อย่างน้อยพอลงชนบทก็ยังหาเสบียงเลี้ยงตัวเองได้บ้าง พ่อแม่เองก็ไม่มีทางเลือก ต่อให้ลำเอียงอยู่ในใจ แต่ก็ยังห่วงใยลูก ๆ
แม้แต่เหอเสี่ยวเยว่ยังอดเอาป้าเจิ้งมาเปรียบเทียบกับแม่เลี้ยงของเจ้าของร่างเดิมไม่ได้
แม่เลี้ยงของเจ้าของร่างเดิมแม้จิตใจชั่วร้าย แต่ก็กล้าเพียงคอยบีบเค้นให้เจ้าของร่างเดิมทำงานหนักเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ไม่ค่อยลงไม้ลงมือเท่าไร ต่อให้ทนไม่ไหวจริง ๆ ก็แค่หยิกตามจุดลับของเจ้าของร่างเดิมสองสามที เพราะอีกฝ่ายยังต้องรักษาชื่อเสียง กลัวคนอื่นจะพูดว่าทารุณลูกเลี้ยง
