หลังแยกสลายคริสตัลเสร็จ หยางปินก็ตอบรับคำเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้นของหลงจ้านกั๋ว เดินทางไปยังภัตตาคารหรูแห่งหนึ่ง
หลงจ้านกั๋วจัดเตรียมอาหารและสุราไว้เต็มโต๊ะแล้ว เฉินห่าวกับคนอื่น ๆ ก็มาถึงกันครบ
ทุกคนนั่งลง พูดคุยกันไปพลางกินไปพลาง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสัพเพเหระ เพื่อกระชับความสัมพันธ์
จนกระทั่งดื่มกันไปสามรอบ ถึงค่อยเข้าสู่ประเด็นสำคัญ
“อาปิน นายมองสถานการณ์ตอนนี้ยังไง?” หลงจ้านกั๋วหันไปมองหยางปิน
“สถานการณ์ตอนนี้เป็นโอกาสให้มนุษย์ได้พักหายใจ สิ่งที่ต้องทำคือฉวยทุกโอกาสเพื่อเพิ่มพลังให้เร็วที่สุด” หยางปินตอบอย่างจริงจัง
หลงจ้านกั๋วพยักหน้า แล้วถามต่อ “คิดว่าช่องทางแดนมิติว่างเปล่าพวกนั้นจะเปิดขึ้นอีกไหม?”
“เปิดแน่!” คนที่ตอบกลับไม่ใช่หยางปิน แต่เป็นลิงผอม น้ำเสียงมั่นใจอย่างยิ่ง
ทุกคนหันไปมองเขาอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมนายถึงมั่นใจขนาดนั้น?”
“ฉันหยั่งรู้เรื่องบางอย่างได้ อีกอย่างยังรู้สึกได้ด้วยว่า ตอนช่องทางแดนมิติว่างเปล่าเปิดขึ้นครั้งหน้า โลกสีครามจะปั่นป่วนไปหมด!” ลิงผอมตอบอย่างจริงจัง
พอได้ยินคำพูดของเขา บรรยากาศในห้องก็หนักอึ้งลงทันที
“เจ้าลิง นายพอจะรู้ไหมว่าอีกนานแค่ไหน?” หยางปินหันไปมองลิงผอม ก่อนหน้านี้เขายังไม่เคยคุยเรื่องนี้กับอีกฝ่ายจริงจังเลย
“เรื่องเวลาฉันสัมผัสไม่ได้ น่าจะยังพอมีเวลาอยู่” ลิงผอมครุ่นคิด
“อืม” หยางปินพยักหน้า
“ถ้าความรู้สึกของนายไม่ผิด ช่องทางแดนมิติว่างเปล่าน่าจะเปิดออกเต็มที่ในครั้งหน้า ถึงตอนนั้นสิ่งมีชีวิตจากแดนมิติว่างเปล่านับไม่ถ้วนคงทะลักเข้าสู่โลกสีคราม โลกถึงได้ปั่นป่วน” หยางปินกล่าวพลางครุ่นคิด
