“เชี่ย!”
ศพขยับขึ้นมาทีเดียว ทำเอาหยางปินสะดุ้งโหยงจนกระโดดตัวลอย
ถึงเขาจะเฝ้ารอให้อีกฝ่ายขยับมาตลอด แต่พอขยับขึ้นมาจริง ๆ ก็ทำเอาขวัญผวาได้เหมือนกัน
ทันทีที่ศพขยับ หยางปินก็พลันรู้สึกว่าสายสัมพันธ์ในสมองระหว่างเขากับศพคืนชีพตนนี้แน่นแฟ้นขึ้นอย่างฉับพลัน
ใบหน้าหยางปินเผยความตื่นเต้น
“ในที่สุด...ก็สำเร็จแล้วเหรอ!?”
“เลือดที่เสียไปตั้งหลายกิโลของพี่ไม่สูญเปล่าจริง ๆ”
ตามปกติแล้ว แค่กรีดเลือดตัวเองสักครั้งแล้วใช้วิชาลับหนึ่งหน ก็สามารถควบคุมศพคืนชีพได้แล้ว
แต่ศพคืนชีพตัวนี้ทำให้หยางปินต้องเสียเลือดติดต่อกันถึงห้าวัน และใช้วิชาลับไปนับครั้งไม่ถ้วน
ถ้าหยางปินไม่ใช่คนที่มีความมุ่งมั่นเกินใคร ป่านนี้คนทั่วไปคงยอมแพ้ไปแล้ว
หยางปินมองศพคืนชีพตรงหน้า ก่อนจะสั่งให้อีกฝ่ายลุกขึ้นในใจ
ทันทีที่ส่งคำสั่งออกไป ร่างที่นอนอยู่ก็ลุกพรวดขึ้นมา ขาไม่งอแม้แต่น้อย ราวกับซอมบี้ในหนังผีดิบที่จู่ ๆ ก็ยืนขึ้น ทำเอาหยางปินมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผาก
“ลืมตา!”
ศพคืนชีพลืมตาขึ้น แม้ดวงตาทั้งสองจะว่างเปล่า แต่ต้องยอมรับว่าหมอนี่ตาสวยใช้ได้เลย
หยางปินบีบคลำร่างของศพคืนชีพ สีหน้าพึงพอใจ
“ไม่เลว ๆ ต่อไปแกชื่ออาต๋ายแล้วกัน!”
น่าเสียดายที่ศพคืนชีพไม่มีสติรับรู้ ไม่อย่างนั้นพอได้ยินชื่อนี้คงคิดฆ่าเจ้านายไปแล้ว
“มา อาต๋าย โชว์ฝีมือให้ดูหน่อย!” หยางปินพูดอย่างอดใจรอไม่ไหว
อาต๋ายไม่ลังเลแม้แต่น้อย กำหมัดแน่นแล้วชกพื้นใต้เท้าเต็มแรง
จู่ ๆ หยางปินก็นึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าเปลี่ยนไปทันที
