เดิมทีพวกเขาคิดจะกลับสวนจิ่งเหอ แต่ฟ้ามืดเกินไปแล้ว จึงทำได้แค่ค้างแรมข้างนอกอีกคืน
พวกเขาหาตึกใกล้ ๆ ที่มีดาดฟ้า จากนั้นก็ปีนขึ้นไปนอนบนนั้น
ยามค่ำคืนในเมืองดาวช่วงเดือนตุลาคมเริ่มหนาวเย็นแล้ว แต่ด้วยสภาพร่างกายของพวกเขา ย่อมไม่ถึงกับกลัวความหนาว
ถึงเวลาพักก็พัก ถึงเวลาลำบากก็ทน วันสิ้นโลกไม่ใช่เวลามามัวเรื่องมาก
พวกเขานอนบนพื้นเย็นเฉียบ หลับยาวจนถึงเที่ยงคืน ก่อนจะลืมตาขึ้นมาดูดาว
ดูได้ไม่นาน หยางปินก็พบว่าความเร็วในการดูดซับพลังปราณของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ไม่ได้มองดาว พลังปราณรอบตัวก็ยังถูกดูดซับเข้ามาเอง
เขาสัมผัสได้ว่าดาวเหยากวงในห้วงจิตส่องแสงกะพริบวูบวาบ ดูเหมือนมันจะเป็นตัวดูดซับพลังปราณ
“หรือว่าพอจุดดาวได้หนึ่งดวง ก็จะดูดซับพลังปราณได้เองแล้ว?” หยางปินคิดในใจ
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หยางปินก็เดินลงจากดาดฟ้าเข้าไปในห้อง
แล้วเริ่มสังเกตอีกครั้ง
เป็นอย่างที่คิด แม้อยู่ในห้อง พลังปราณรอบตัวยังคงไหลเข้ามา เพียงแต่มีไม่มากเท่าบนดาดฟ้า
คงเป็นเพราะหลังจากดาวเป่ยโต่วเก้าดวงปรากฏขึ้น พลังปราณบนโลกสีครามจึงเริ่มเคลื่อนไหวคึกคัก
ยามนั้นดวงดาวในห้วงจิตก็จะโคจรขึ้นเอง ดูดซับพลังปราณรอบข้าง
แต่ก่อนจะจุดดาวได้ ก็ไม่อาจดูดซับพลังปราณด้วยตัวเอง
ส่วนตอนที่หยางปินกับพวกเพ่งมองดาวเป่ยโต่วเก้าดวง พวกเขาอาศัยพลังของดาวเป่ยโต่วเก้าดวงเพื่อดึงพลังปราณรอบตัวมา
