“ผมรู้ว่าคนกลุ่มนี้แข็งแกร่งมาก แต่ยังไม่ถึงขั้นไร้เทียมทาน ผู้วิวัฒน์ขั้นสิบจากแต่ละตระกูลก็ส่งออกมาได้แล้ว บวกกับอาวุธเลเซอร์ที่พวกเราคิดค้นขึ้นมา แค่นี้ก็จัดการพวกเขาได้ ถ้าตอนนี้ยังไม่ลงมือ รอให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ เราคงรับมือไม่ไหวจริง ๆ!” ฉินไห่กล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ยังไงผมก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้!” หลงจ้านกั๋วแสดงจุดยืนตรง ๆ
“ผู้อาวุโสจ้าวคิดอย่างไรครับ?” ฉินเจิ้นเทียนหันไปมองจ้าวเฮ่อเซวียน
จ้าวเฮ่อเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “เรื่องนี้ดูจะรีบร้อนเกินไปจริง ๆ ควรสังเกตการณ์ไปสักระยะก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ”
ฉินเจิ้นเทียนขมวดคิ้ว จากนั้นหันไปมองซูหาง “แล้วรัฐมนตรีซูล่ะ?”
“เอ่อ ผมว่าอย่างที่ผู้อาวุโสจ้าวพูดก็ไม่ผิด เราลองดูก่อนว่าพวกเขาทำตัวอย่างไรในฐานที่มั่น ถ้าเป็นอย่างที่พวกคุณฉินว่าจริง ๆ ว่าทำตัวกร่างไม่เห็นหัวใคร ค่อยลงมือก็ยังไม่สาย ใช่ไหมครับ” ซูหางกล่าวอย่างอ้อมค้อม
“รัฐมนตรีซู เท่าที่ผมรู้ ลูกชายของคุณไปมีเรื่องกับพวกเขาที่นครจินหลิงแล้ว ด้วยนิสัยของพวกนั้น ถ้าเจอลูกชายคุณในฐานที่มั่น มีโอกาสสูงที่พวกเขาจะฆ่าทิ้งตรงนั้นเลย!” ฉินไห่เอ่ยขึ้น
“เอ่อ งั้นผมกลับไปจะกำชับให้ลูกอยู่บ้าน ห้ามออกไปไหนช่วงนี้!”
“คุณเป็นถึงหัวหน้ากรม กลับให้ลูกชายหลบอยู่แต่ในบ้านเพราะคนไม่กี่คนเนี่ยนะ?”
“ไม่เป็นไร ให้เขาอยู่สงบ ๆ สักพักก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย”
“...”
เมื่อเห็นว่าดึงซูหางเข้าพวกไม่ได้ ฉินไห่ก็จนปัญญาไม่น้อย
