หลินเจิ้งชิงถามเสี่ยวเปาว่าต้องการจัดการพวกเขาอย่างไร
เสี่ยวเปากอดป้ายวิญญาณของมารดาไว้แน่น คิ้วเล็กขมวดมุ่น “พวกเราไปกันเถอะ”
หลินเจิ้งชิงแปลกใจ “เจ้าไม่อยากแก้แค้นให้ตนเองหรือ?”
เสี่ยวเปาสูดจมูกฟุด ๆ “ถึงพวกเขาจะปล่อยให้ข้าน้อยหิวทั้งยังตีข้าน้อย แต่พวกเขาก็เป็นญาติของท่านแม่ ต่อไปข้าน้อยไม่ต้องการพวกเขาอีกก็พอแล้ว ท่านลุงให้พวกเขาอดข้าวสักวัน ให้พวกเขาหิวท้องกิ่วบ้าง ความหิวน่าทรมานจะตาย ฮึ ๆ”
หลินเจิ้งชิงมองท่าทางฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียด ทว่าบนใบหน้าเล็ก ๆ กลับฉายแววพึงพอใจของนาง ราวกับว่าการลงโทษครอบครัวนั้นอย่างหนักหน่วงทำให้นางระบายความแค้นในใจออกมาได้เต็มที่
เขาอดหัวเราะไม่ได้ เด็กคนนี้ยังเป็นเพียงเด็กเล็ก ๆ เท่านั้นเอง
เขาเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ได้ เช่นนั้นก็ให้พวกเขาอดข้าวสองวัน”
ซูเสี่ยวเปาดีใจขึ้นมาทันที นางกอดป้ายวิญญาณของมารดาไว้ พลางเงยใบหน้าเล็กที่เปื้อนฝุ่นขึ้น ดวงตางดงามเป็นประกายเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“เช่นนั้นพวกเรารีบไปหาท่านพ่อกันเถอะ”
เสียงเล็กใสไร้เดียงสาของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความร่าเริง
แม้หลินเจิ้งชิงจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดกับเด็กคนนี้ แต่ตอนนี้เขาก็อดเอ็นดูนางไม่ได้
ทว่าเมื่อนึกถึงท่านพ่อของซูเสี่ยวเปา เขาก็อดสงสารเด็กน้อยขึ้นมาไม่ได้
หลินเจิ้งชิงเอ่ยอย่างนุ่มนวล “เสด็จพ่อของเจ้าอาจจะทรงยุ่งมาก จึงไม่มีเวลาพบเจ้า แต่จะมีคนคอยดูแลเสี่ยวเปาโดยเฉพาะ ดังนั้นเมื่อไปถึงวังหลวงแล้ว แม้ไม่ได้พบเสด็จพ่อก็อย่ากังวลนะ เข้าใจหรือไม่?”
ซูเสี่ยวเปาเอียงศีรษะ “วังหลวงเป็นบ้านของเสี่ยวเปาหรือ? ไม่ใช่บ้านของท่านพ่อหรือ แล้วทำไมต้องเรียกว่าเสด็จพ่อด้วยล่ะ?”
หลินเจิ้งชิงอธิบายให้นางฟังว่าราชวงศ์คืออะไร เสี่ยวเปาตั้งใจฟังอย่างยิ่ง นางอยากรู้เรื่องของท่านพ่อให้มากกว่านี้
รถม้าพาเสี่ยวเปาเข้าเมืองไปตลอดทาง พอนางแหวกม่านหน้าต่างรถม้าออก ก็รู้สึกแปลกใหม่ไปเสียทุกสิ่ง ดวงตาเป็นประกายเบิกกว้าง ก่อนจะอ้าปากอุทานด้วยความตื่นตะลึง
“ผู้คนเยอะแยะเลย!”
ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้ นางยังไม่เคยมาที่ตัวเมืองเลยสักครั้ง ยามนี้เมื่อได้เห็นถนนที่คึกคัก สีหน้าของนางจึงเปี่ยมไปด้วยความยินดี
หลินเจิ้งชิงนั่งอยู่ข้างนาง พลันสังเกตเห็นว่าเด็กหญิงกำลังจ้องสถานที่แห่งหนึ่งตาละห้อย สีหน้าอิจฉาอยากได้แทบจะมองเห็นเป็นรูปเป็นร่าง
หลินเจิ้งชิงมองตามสายตานางไป จึงพบว่าตรงนั้นเป็นร้านขายหมั่นโถว พ่อค้ากำลังร้องเรียกลูกค้าอย่างขยันขันแข็ง
“ขายหมั่นโถวจ้า หมั่นโถวลูกโต ๆ ร้อนฉุยเลย!”
“จ๊อก ๆ...”
เสียงท้องร้องของเสี่ยวเปาดังขึ้นมาได้จังหวะพอดี
เช้านี้นางกินเพียงผลไม้รสเปรี้ยวลูกหนึ่ง นอกจากจะไม่อิ่มแล้ว ยังรู้สึกหิวกว่าเดิมเสียอีก
หลินเจิ้งชิงกวักมือเรียกผู้ติดตามคนหนึ่ง ให้ไปซื้อหมั่นโถวมาให้หลายลูก
ตอนที่หมั่นโถวลูกโตสีขาวอวบอุ่นร้อนถูกส่งให้เสี่ยวเปา ดวงตาสะอาดใสของเด็กหญิงก็เป็นประกายเจิดจ้าอย่างเห็นได้ชัด
“ให้ข้าน้อยหรือ? ให้ข้าน้อยจริง ๆ หรือ?”
ซูเสี่ยวเปาไม่ได้รีบรับหมั่นโถวทันที กลับมองหลินเจิ้งชิงตาละห้อย ดูทั้งว่านอนสอนง่ายและน่าสงสาร
“ให้เจ้านั่นแหละ รับไปกินเถอะ”
“ขอบคุณท่านลุง!”
คำขอบคุณนั้นหวานนุ่มน่าฟัง หลังจากเอ่ยขอบคุณอย่างมีมารยาทแล้ว เสี่ยวเปาก็เช็ดมือเล็ก ๆ ที่เปื้อนของตน ก่อนจะพบอย่างอับอายว่ามันเช็ดไม่สะอาด
“ไปอาบน้ำที่โรงเตี๊ยมก่อน แล้วข้าจะป้อนเจ้าเอง”
เสี่ยวเปายิ้มอย่างเขินอาย “ขอบคุณท่านลุงนะเจ้าคะ”
จากนั้นนางก็อ้าปากเล็ก ๆ กัดหมั่นโถวหอมกรุ่นคำโต ซูเสี่ยวเปากินอย่างเอร็ดอร่อย แก้มเล็ก ๆ ที่เปื้อนฝุ่นนิดหน่อยพองตุ่ย ดวงตายิ่งเป็นประกายขึ้นอีกหลายส่วน
มองแล้วเหมือนสัตว์ตัวน้อยขนปุกปุยน่ารัก ชวนให้คนอยากลูบหัว
ซูเสี่ยวเปามีหมั่นโถวเต็มปากก็ยังไม่หยุดพูด ส่งเสียงอู้อี้ไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไร
หลินเจิ้งชิงใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดแก้มนางเบา ๆ พลางยิ้มเอ่ย “กินช้า ๆ กินเสร็จแล้วค่อยพูด”
เสี่ยวเปาพยักหน้า รอจนกลืนหมั่นโถวในปากหมดแล้วจึงเอ่ยด้วยสีหน้าพึงพอใจ “อร่อยจังเลย!”
ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้นางก็อยากจะบอกเช่นนี้เหมือนกัน
จากนั้นนางก็ยื่นศีรษะเข้าไปกัดอีกคำ...
เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยม เสี่ยวเปาก็กินหมั่นโถวลูกโตบนรถม้าหมดไปหนึ่งลูกแล้ว ท้องเล็ก ๆ ไม่ส่งเสียงร้องอีก แต่ดวงตากลมโตดำขาวชัดเจนยังคงจับจ้องหมั่นโถวลูกโตอีกลูกในมือหลินเจิ้งชิง แววตาเปล่งประกายอยากกิน
หลินเจิ้งชิงกวักมือเรียกหญิงสองคนในชุดสาวใช้สีชมพูอ่อนให้เข้ามา พวกนางก้าวออกมาข้างหน้าแล้วเอ่ยอย่างนอบน้อม
“นายหญิงน้อย บ่าวจะปรนนิบัติท่านอาบน้ำเจ้าค่ะ”
หลินเจิ้งชิงเอ่ยว่า “ไปล้างตัวให้สะอาดแล้วค่อยกลับมากิน”
ซูเสี่ยวเปาขานรับอย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์ พลางมองหมั่นโถวหลายครั้ง ราวกับกลัวว่ามันจะบินหนีไป
เมื่อเสี่ยวเปาตามสาวใช้ไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเจิ้งชิงก็พลันจางหาย
“ไปสืบมาว่าปกติพวกเขาปฏิบัติต่อองค์หญิงอย่างไร”
“ขอรับ”
องครักษ์ที่ถือกระบี่ยาวประสานหมัดรับคำ ไม่นานก็จากไป
แม้ตัวเสี่ยวเปาจะเปื้อนฝุ่น เสื้อผ้าที่สวมก็ขาดรุ่งริ่ง แต่บนร่างกายกลับไม่มีพวกหมัดหรือสิ่งสกปรกอื่น ๆ
หลังล้างตัวจนสะอาด เด็กน้อยตัวขาวนุ่มน่ารักก็ปรากฏต่อหน้าทุกคน สาวใช้ทั้งสองมองคิ้วตาที่งดงามประณีตของนางจนตะลึงงัน
“องค์หญิงทรงงดงามเหลือเกินเพคะ!”
สาวใช้คนหนึ่งที่ร่าเริงกว่าอดอุทานด้วยความชื่นชมไม่ได้
นี่เป็นเด็กน้อยที่งดงามประณีตที่สุดเท่าที่นางเคยเห็นมาตั้งแต่โตมา ก่อนหน้านี้พอเปื้อนฝุ่นมอมแมมจึงดูไม่ค่อยออก
ก่อนหน้านี้ซูเสี่ยวเปาได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากท่านแม่ผู้งดงาม เป็นเด็กที่สะอาดและน่ารักที่สุดในหมู่บ้าน
แต่หลังจากท่านแม่จากไป นางก็เริ่มอดมื้อกินมื้อ เนื้อหนังจึงลดน้อยลงไปบ้าง ทว่าเมื่อล้างตัวและแต่งองค์ทรงเครื่องแล้ว ก็ยังเป็นตุ๊กตากระเบื้องน้อยแสนน่ารักอยู่ดี
เสี่ยวเปาถูสบู่หอมลงบนตัวอย่างขะมักเขม้น หลังล้างตัวสะอาดแล้วก็เงยหน้ายิ้มอย่างร่าเริง
“หอมฟุ้งเลย!” นางยกอุ้งมือเล็ก ๆ ของตนขึ้นมา
สาวใช้ทั้งสองเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ “ใช่แล้ว องค์หญิงน้อยหอมฟุ้งเลย พวกบ่าวช่วยเปลี่ยนชุดให้นะเพคะ”
ท้ายที่สุดด้วยความช่วยเหลือของสาวใช้ทั้งสอง เสี่ยวเปาก็สวมชุดใหม่สีเหลืองอ่อนงดงาม ปล่อยผมยาวที่ยังเปียกชื้นไว้ พลางยกชายกระโปรงแล้วรีบร้อนออกไปหาหมั่นโถวลูกโตในมือของหลินเจิ้งชิง
“นายท่าน นายหญิงน้อย ช้าหน่อยเจ้าค่ะ”
แม้ขาของเสี่ยวเปาจะสั้น แต่ยามวิ่งนางก็วิ่งได้เร็วจริง ๆ
สาวใช้สองคนที่ตามหลังมาแทบจะตามไม่ทัน
จากนั้นนางก็พุ่งชนหลินเจิ้งชิงเข้าเต็ม ๆ เกือบหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้า
เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นว่าเป็นหลินเจิ้งชิง ดวงตาเป็นประกายของนางก็เหลือบไปมองมือของเขาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อไม่เห็นหมั่นโถวที่นางเฝ้าคิดถึง ดวงตาของซูเสี่ยวเปาก็หม่นลงทันที
หลินเจิ้งชิงมองเด็กน้อยที่ล้างตัวสะอาดแล้ว คิ้วตาของนางคล้ายคลึงกับคนผู้นั้นถึงห้าส่วน
เขาเคยเห็นภาพวาดของซูเยียนเหนียง ตอนนั้นนางถูกคนผู้นั้นเลือก แม้จะเป็นเพราะเหตุบังเอิญ แต่คนที่อยู่ข้างกายฝ่าบาทย่อมไม่เลือกสตรีหน้าตาไม่งดงามแน่นอน
ซูเสี่ยวเปาหน้าตางดงาม อีกทั้งยังรับข้อดีของทั้งสองคนมาอย่างลงตัว ตั้งแต่อายุยังน้อยก็พอมองเห็นเค้าความงามล่มเมืองได้แล้ว
เพียงมีคิ้วตาคล้ายคลึงกับคนผู้นั้นถึงห้าส่วน ก็ไม่มีผู้ใดสงสัยในฐานะองค์หญิงของนางได้
แววตาเป็นประกายของนางหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด ในใจคิดอะไรอยู่ก็แสดงออกมาบนใบหน้าหมด หลินเจิ้งชิงย่อมสังเกตเห็น เขาหัวเราะอย่างจนใจ ขณะเดียวกันก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้
องค์หญิงพระองค์นี้เป็นองค์หญิงเพียงพระองค์เดียวของราชวงศ์ต้าเชี่ย เดิมทีควรได้เสวยสุขกับความมั่งคั่งสูงศักดิ์ แต่กลับต้องใช้ชีวิตอย่างน่าเวทนาเช่นนั้น
