“องค์รัชทายาททรงกริ้วมากหรือไม่?”
“คุณหนูเจียง เรื่องความพิโรธและยินดีขององค์รัชทายาท มิอาจสืบถามได้ขอรับ”
“อ้อ เช่นนั้นองค์รัชทายาททรงแย้มพระสรวลหรือยัง?”
“คุณหนูเจียง พระพักตร์ขององค์รัชทายาท มิอาจล่วงเกินด้วยการแอบมองได้ขอรับ”
“เช่นนั้นองค์รัชทายาท...”
“คุณหนูเจียง โปรดอย่าถามอีกเลยขอรับ”
หลิวฝูเดินอยู่บนระเบียงตำหนัก พลางมองคนข้างกาย “เรื่องขององค์รัชทายาท บ่าวเปิดเผยไม่ได้ คุณหนูไปพบพระองค์ก็พอขอรับ”
ก่อนหน้านี้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เขาเข้าไปในจวนโหวเวยหย่วน โดยไม่ให้ผู้ใดแตกตื่น แล้วถ่ายทอดพระดำรัสขององค์รัชทายาทให้เจียงหมิงถังฟัง
“คุณหนูเจียง องค์รัชทายาทรับสั่งให้ท่านไสหัวไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักบูรพาเดี๋ยวนี้”
เวลานั้นเจียงหมิงถังตกใจ รีบติดตามเขามาแต่โดยดี
นับแต่ก้าวพ้นประตูจวนโหวเวยหย่วน เจียงหมิงถังก็เอาแต่ถามถึงสถานการณ์ขององค์รัชทายาท
เรื่องนี้เขาจะกล้าพูดส่งเดชได้อย่างไร? ไม่อยากรักษาหัวไว้แล้วหรือไร
“ขันทีหลิว ข้าเพียงกลัว เลยอยากถามท่านให้สบายใจขึ้นสักหน่อย”
เจียงหมิงถังเบ้ปาก “องค์รัชทายาทตรัสให้ข้าไสหัวไปเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ต้องร้ายแรงแน่”
“ในเมื่อรู้ว่าสถานการณ์ร้ายแรง เหตุใดจึงยังทำให้องค์รัชทายาททรงกริ้วเล่าขอรับ?”
เห็นนางทำหน้าตาน่าสงสาร หลิวฝูก็ใจอ่อนลงเล็กน้อย เขาถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “บ่าวรับใช้องค์รัชทายาทมาสิบกว่าปี คุณหนูทราบหรือไม่ว่าขุนนางคนก่อนที่ถูกสั่งให้ไสหัวเข้าตำหนักบูรพา เป็นเพราะเหตุใด แล้วมีจุดจบเช่นไร?”
“อะไรนะ?”
“ทุจริตเงินหนึ่งแสนตำลึง ถูกเนรเทศไปไกลสามพันลี้”
เจียงหมิงถังอ้าปากค้าง
คำถามของนางถึงกับนับเป็นความผิดใหญ่หลวงเพียงนี้เชียวหรือ?
เจียงหมิงถังพยายามอธิบาย “แต่ข้าไม่เคยยักยอกแม้แต่เหรียญเดียว องค์รัชทายาทคงไม่ทรงใจแคบถึงเพียงนี้กระมัง เพียงเพราะจดหมายฉบับเดียว ถึงกับจะเนรเทศข้า?”
พลันมีเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจดังออกมาจากตำหนักเบื้องหน้า
“เจียงหมิงถัง ไสหัวเข้ามา”
เจียงหมิงถัง “...”
แย่แล้ว
นางเพิ่งรู้ตัวว่ามาถึงตำหนักหลักของตำหนักบูรพาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เวลานี้ประตูใหญ่เปิดกว้าง ไม่มีสิ่งใดกั้นเสียง
