หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เจียงหมิงถังเงยหน้าขึ้นอย่างสงบนิ่ง
เจียงสือซวี่ที่อยู่ตรงหน้าก้มตัวเล็กน้อย ค่อย ๆ วาดโครงคิ้วให้ทีละเส้นอย่างประณีต
ทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก ลมหายใจของกันและกันคลอเคลีย พัวพัน หลอมรวมกัน แฝงความหมายบางอย่างที่ยากจะเอ่ย
เห็นชัดว่ากำลังวาดคิ้ว ทว่าเจียงสือซวี่กลับถูกริมฝีปากอิ่มสีแดงระเรื่อของนางดึงดูดอยู่เสมอ จนอดใจไม่ไหวอยากโน้มเข้าไปใกล้ แล้วช่วงชิงมันมาอย่างรุนแรง
แต่ก่อนที่สายพิณแห่งเหตุผลจะขาดผึง เขาก็ข่มกลั้นตนเองไว้ได้ทัน
“ถังถัง”
“มีอะไรหรือ พี่ชาย?”
มือเขายังคงขยับไม่หยุด พลางถามนางว่า “เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า หากพวกเราไม่ใช่พี่น้องกัน จะเป็นอย่างไร?”
เจียงหมิงถังชะงัก “พวกเราจะไม่ใช่พี่น้องกันได้อย่างไร?”
“ข้าหมายถึง หากเป็นเช่นนั้น”
เขาจ้องมองนาง “หากข้าไม่ใช่พี่ชายของเจ้า ไม่ใช่บุตรของตระกูลเจียง จะเป็นอย่างไร?”
นางครุ่นคิด “หากท่านไม่ใช่พี่ชายของข้า ท่านย่อมต้องออกจากจวนโหวในสักวัน ท่านพ่อท่านแม่กับท่านย่าต้องเสียใจมากแน่ ท่านเป็นผู้สืบทอดจวนโหวในภายหน้า หากท่านจากไป ก็ไม่มีผู้ใดค้ำจุนจวนโหวแล้ว”
ถึงเวลานั้นคงทำได้เพียงรับบุตรจากตระกูลเดียวกันมาเป็นบุตรบุญธรรม ทว่าเมื่อมองไปทั่วบรรดาลูกหลานตระกูลเจียงแล้ว ยังมีผู้ใดมีอนาคตเทียบเท่าเจียงสือซวี่อีกเล่า?
หากเขาจากไป อนาคตของจวนโหวเวยหย่วนคงมืดมน
เจียงสือซวี่มองนางอย่างหยั่งเชิง “ข้าไม่ได้ถามเรื่องนี้ ข้าถามว่าเจ้าจะทำอย่างไร?”
สำหรับเขาแล้ว การรับสืบทอดจวนโหวไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เขาเพียงอยากรู้ความรู้สึกของถังถังเท่านั้น
เจียงหมิงถังกะพริบตา “ข้าคงเสียใจมาก ข้าชอบพี่ชายมาก ไม่อยากให้พี่ชายจากไป”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ หัวใจของเจียงสือซวี่ก็อ่อนยวบ “เช่นนั้นเจ้าก็สามารถ...”
เห็นเขาพูดค้างไว้ครึ่งประโยค เจียงหมิงถังจึงถามอย่างสงสัย “อะไรหรือ?”
ขนตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ท้ายที่สุดก็เอ่ยความปรารถนาอันเพ้อฝันในใจออกมา “เจ้าแต่งให้ข้าได้ เช่นนี้ข้าก็ไม่ต้องออกจากจวนโหวแล้ว”
พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป
“เช่นนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร?”
