ฉีเยี่ยนชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “สองวันก่อน หย่วนโจวนัดข้าไปพบกันที่หอเทียนเซียง เขาดื่มจนเมามาย เอาแต่พร่ำว่าตนทำผิดไปแล้ว บนกายดูเหมือนยังมีบาดแผลด้วย”
ลู่หย่วนโจวเมาจนแทบไม่ได้สติ เอาแต่รำพึงถึงชื่อเจียงหมิงถัง
เขาจึงให้คนส่งลู่หย่วนโจวกลับจวน ภายหลังซักถามจึงพอได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในค่ายทหาร
ทว่าไม่ว่าเขาจะซักไซ้เช่นไร ลู่หย่วนโจวก็ไม่ยอมเผยว่าแท้จริงแล้วเจียงหมิงถังพูดสิ่งใด
ยามนี้นางอยู่ที่นี่พอดี ฉีเยี่ยนชิงจึงถามออกไปตรง ๆ
เจียงหมิงถังหลุบตาลง “ข้าเพียงบอกซื่อโหว่น้อยลู่ว่า เรื่องราวในอดีตไม่อาจย้อนคืน ต่อไปเขาไม่จำเป็นต้องขอโทษข้าอีก ต่างคนต่างอยู่ ไม่ก้าวก่ายกันก็พอ”
“จริงหรือ?”
“แน่นอน”
ฉีเยี่ยนชิงเห็นว่านางมิได้เสแสร้ง จึงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองฉีเจียอวี๋ “เจียอวี๋ ในหอเก็บตำรามีหนังสือ ‘กั๋วอวี่’ เล่มหนึ่ง ข้าลืมไปเอามา เจ้าไปแทนข้าสักเที่ยวเถิด”
ฉีเจียอวี๋มิใช่คนโง่ ย่อมรู้ทันทีว่าพี่ชายจงใจหาเรื่องส่งนางออกไป
แม้จะรู้สึกว่าปล่อยให้หมิงถังอยู่ตามลำพังกับพี่ชายในศาลาเช่นนี้ไม่เหมาะสมจริง ๆ แต่ก็รู้จักนิสัยใจคอของพี่ชายดี คิดว่าเขาคงไม่ทำเรื่องเกินเลย จึงได้แต่ทำตาม
เมื่อนางจากไป ในศาลาจึงเหลือเพียงฉีเยี่ยนชิงกับเจียงหมิงถัง
จากนั้นเขาก็เอ่ยว่า “คุณหนูเจียง ท่านไม่คิดหรือว่าควรทบทวนเรื่องการหมั้นหมายที่ยังไม่ลงหลักปักฐานระหว่างท่านกับลู่หวยชวนอีกครั้ง?”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของนางพลันหม่นลง “ซื่อจื่อหมายความว่าอย่างไร?”
“ในสายตาข้า พวกท่านไม่เหมาะสมกัน”
เมื่อคิดจะเกลี้ยกล่อมนาง ฉีเยี่ยนชิงก็ตัดสินใจว่าจะอดทนบอกความคิดแท้จริงในใจให้นางฟัง
“ข้าเชื่อว่าตนมองคนค่อนข้างแม่น แม้ข้ากับท่านจะรู้จักกันไม่นาน แต่ท่านหาได้อ่อนแอบอบบางดุจต้นหลิวอย่างที่เห็นภายนอกไม่ กลับมีนิสัยแข็งกร้าวดุจเพลิงแผดเผา แค้นฝังใจ ไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่น้อย...”
เรื่องนี้เห็นได้จากการที่นางคอยโต้คารมกับเขาอยู่เสมอ
เจียงหมิงถังขุ่นเคือง “ฉีเยี่ยนชิง!”
ฟังดูเอาเถิด เขาพูดอะไรออกมากัน!
