เมื่อสบเข้ากับสายตาของเจียงหมิงถัง น้ำตาที่ฉีเยี่ยนชิงอดกลั้นมานานก็ร่วงลงมาในที่สุด ทว่าเขารีบเช็ดมันออกอย่างรวดเร็ว
นางกล่าวซ้ำอีกครั้ง “หลีกไป”
เขามองนางอย่างดื้อรั้น ริมฝีปากเม้มจนซีดขาว ก่อนจะส่ายหน้าอย่างช้า ๆ
เจียงหมิงถังไม่พูดอะไรอีก
ผ่านไปครู่หนึ่ง
“เพี๊ยะ!”
เสียงตบดังฉาดใส กระจายความเงียบงันให้แตกออก
ฝ่ามือนี้ของเจียงหมิงถังออกแรงเต็มกำลัง
เมื่อตบเสร็จ นางก็ยื่นมือออกไปผลักเขาให้พ้นทางโดยไม่ลังเล
จากนั้นนางก็ก้าวเดินต่อเข้าไปในเรือนอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ เข้าห้องด้านในแล้วสั่งให้คนปิดประตู
ฉีเยี่ยนชิงเอียงหน้า รอยนิ้วมือปรากฏชัดบนแก้ม ก่อนจะบวมแดงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ความเจ็บแสบร้อนทำให้สมองของเขาว่างเปล่าไปชั่วขณะ เสียงอื้ออึงดังระงมอยู่ข้างหู
เขายืนนิ่งแข็งทื่ออยู่หน้าประตูเรือน ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ภายในห้อง เจียงหมิงถังนั่งตัวตรงอยู่ข้างโต๊ะ พลิกอ่านนิยายที่นำติดตัวมาเป็นครั้งคราว เรื่องราวสนุกสนานในนั้นทำให้นางหัวเราะออกมาอยู่บ่อยครั้ง
เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม หยวนเป่าก็อดเอ่ยขึ้นไม่ได้ “เจ้าของร่าง”
“อะไรหรือ?”
“ฉีเยี่ยนชิงยังยืนอยู่ข้างนอก เจ้าจะปล่อยเขาไว้เช่นนั้น ไม่สนใจไปตลอดหรือ?”
หยวนเป่าไม่เข้าใจ
ในยามนี้ มิใช่โอกาสดีที่จะพูดคุยกันให้รู้เรื่อง แล้วทำให้เขาขอโทษและยอมก้มหัวหรอกหรือ?
เจียงหมิงถังพลิกหน้าหนังสือ “หยวนเป่า เจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะฝึกสุนัขดุที่ชอบกัดให้เชื่อง?”
หยวนเป่าตอบ “ไม่รู้”
นางเอ่ยเสียงเรียบ “ต้องใช้ไม้กระบองโบยให้มันอับอายอย่างแสนสาหัส จนเหลือลมหายใจรวยริน ระหว่างนั้นมันย่อมร้องขอชีวิต พยายามขอสงบศึก เจ้าจะสนใจมันก็ได้ แต่ห้ามหยุดมือเด็ดขาด”
“รอจนมันใกล้ตายจริง ๆ ความปรารถนาจะมีชีวิตอยู่แทบไม่เหลือแล้ว ค่อยให้อาหารกับน้ำ แล้วรักษาบาดแผลให้มัน”
“มีเพียงวิธีนี้ มันจึงจะรู้ว่าใครเป็นนาย และสำนึกในบุญคุณจนยอมเชื่อฟัง หากไม่ทำเช่นนี้ ต่อให้ภายนอกยอมจำนน แต่ในใจก็ยังไม่ยอม วันหน้าย่อมย้อนกลับมาแว้งกัด”
