อีกฟากของกำแพง เหล่าบุตรหลานตระกูลขุนนางวัยเยาว์หลายคนกำลังปรับคันธนูพลางสนทนากัน
“ข้ารู้ว่าเจ้ากล้าไป แต่ข้าขอเตือนว่าอย่าไปเลย หมาป่าสามตัวที่รายล้อมคุณหนูใหญ่เจียงอยู่ คนไหนรับมือได้ง่ายบ้าง?”
“นั่นสิ เกรงว่าเจ้ายังไม่ทันเข้าใกล้ ก็ถูกเสี่ยวจวิ้นอ๋องต่อยจนหน้าบวมเป็นหัวหมูเสียแล้ว เขาไม่ใช่คนที่จะมาพูดจาเรื่องกฎระเบียบมารยาทกับเจ้าหรอก”
“ใช่แล้ว ด้วยฐานะของเจ้า ถึงตอนนั้นก็ยังโต้ตอบไม่ได้ มิเท่ากับเสียเปรียบยับเยินหรือ”
คนที่เอ่ยถึงเจียงหมิงถังเป็นคนแรกดูขาดความมั่นใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังโต้แย้งว่า “ใครบอกว่าข้าจะถูกต่อย?”
“ช่วงนี้เสี่ยวจวิ้นอ๋องถูกขุนนางดูแลพิธีการจับตัวไปเรียนมารยาท เช้าตรู่วันนี้ก็ไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้ว เขาไม่มีเวลามาที่ลานล่าสัตว์หรอก”
มีคนเตือนเขาว่า “เสี่ยวจวิ้นอ๋องไม่มีเวลามาลานล่าสัตว์ก็จริง แล้วซื่อจื่อฉีเล่า? เขาถึงกับไม่ไว้หน้าเสี่ยวจวิ้นอ๋องด้วยซ้ำ เจ้าอยากตายหรือไร”
เขาตอบว่า “ซื่อจื่อฉีป่วย หลายวันนี้ไม่แม้แต่จะออกจากประตู เขาก็ไม่มาลานล่าสัตว์เช่นกัน”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อว่า “อย่างไรวันนี้ข้าก็จะเชิญคุณหนูเจียงไปลองล่าสัตว์ด้วยกันให้ได้”
“อีกอย่าง พวกเจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ? ที่จริงพวกเจ้าก็อยากเชิญนางเหมือนกัน แต่ไม่กล้าไป ข้าไม่ได้ขี้ขลาดเหมือนพวกเจ้าหรอก”
“เฮ้ เจ้าหนุ่ม พวกเรากลัวว่าเจ้าจะโดนซ้อมต่างหาก ยังกล้ามาว่าพวกเราขี้ขลาดอีกหรือ?”
คนที่ห้ามเขาเป็นคนแรกหัวเราะเยาะ “อย่าหาว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกัน เมื่อครู่ข้าเห็นฉินเจ้าเย่เดินไปทางลานล่าสัตว์”
“คนผู้นี้ปกติเก็บตัวอยู่ตามลำพัง หากไม่จำเป็นก็ไม่ออกจากบ้าน บังเอิญเจอพวกเราเข้าก็ยังไม่ทักทายสักคำ”
“หากไม่ได้นัดคุณหนูเจียงไว้ เขาจะไปที่นั่นหรือ?”
“อย่าลืมสิว่าเขาเป็นผู้ตรวจการคดีในคุกหลวง เป็นยมทูตมีชีวิตในคุกหลวง ถึงตอนนั้นหากเขาถอดกระดูกเลาะเนื้อเจ้า พวกขี้ขลาดอย่างพวกเราก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
