คำพูดนี้ทำให้เจียงหมิงถังชะงักงันไปจริง ๆ
ครั้นได้สติกลับมา นางเห็นท่าทางจริงจังของฉินเจ้าเย่ ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ หัวเราะอยู่นานจึงหยุดลง
ฉินเจ้าเย่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ ๆ นางจึงหัวเราะอย่างเบิกบานถึงเพียงนี้
แต่เขาชอบมองนางยามยิ้ม จึงมิได้ซักถาม เพียงมองนางเงียบ ๆ มุมปากพลันยกขึ้นตามอย่างห้ามไม่อยู่
เมื่อนางหยุดหัวเราะได้ในที่สุด เขาจึงถามว่า “เจ้าหัวเราะเรื่องใด?”
เจียงหมิงถังตอบว่า “หัวเราะท่านน่ะสิ”
แววขบขันยังคงหลงเหลืออยู่ในดวงตาของนาง “ฉินเจ้าเย่ ข้าเพิ่งรู้ว่าท่านน่ารักจริง ๆ”
บุรุษผู้นี้มักทำหน้าขึงขัง แล้วเอ่ยคำพูดที่ชวนให้ประหลาดใจ ทั้งยังชวนให้รู้สึกว่าน่ารักอยู่เสมอ
คำว่า ‘น่ารัก’ ทำให้ฉินเจ้าเย่รู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง
ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยมีผู้ใดใช้คำเช่นนี้บรรยายเขามาก่อน
ก่อนประสบเหตุไม่คาดฝัน เพราะเป็นบุตรชายคนโตของตระกูล เขาจึงถูกฝากความหวังไว้สูงมาตั้งแต่เยาว์วัย นิสัยของเขาก็เป็นคนสุขุมหนักแน่น
ทั้งบิดามารดาและท่านย่าต่างชมเขาเพียงว่าเป็นเด็กดี ฉลาด และสุขุม
ครั้งแรกที่มีคนชมว่าเขาน่ารักกลับเป็นคนในดวงใจ ฉินเจ้าเย่รู้สึกราวกับตัวลอยขึ้นไปเสียแล้ว
เขารีบข่มความคิดของตน แล้วกล่าวย้ำว่า “ข้าพูดจริงจัง”
เขาสามารถจ่ายค่าจ้างให้นางได้จริง ๆ
เจียงหมิงถังย่อมรู้ว่าเขาพูดความจริง นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เช่นนั้นใต้เท้าฉินคิดจะจ่ายค่าจ้างให้ข้าเท่าใด?”
ฉินเจ้าเย่ตอบอย่างจริงจังยิ่ง “เจ้าอยากได้เท่าใด ข้าก็จะให้เท่านั้น”
ตระกูลใหญ่เช่นจวนกั๋วกงอิงจัดสรรทรัพย์สินกันไว้เรียบร้อยนานแล้ว
แม้ยังมิได้แยกเรือน แต่ทรัพย์สินส่วนกลางนั้นแยกจากที่นา เรือน ร้านค้า และเงินทองซึ่งแต่ละเรือนแต่ละคนพึงได้รับเป็นการส่วนตัวอย่างชัดเจน บุตรหลานในตระกูลต่างมีคลังส่วนตัว อีกทั้งยังมีคนดูแลบัญชีประจำตัว
