การไปบรรเทาทุกขภัยครานี้ของเจียงสือซวี่นับว่าลำบากยิ่งนัก
หลายวันมานี้ เขาวุ่นวายอยู่ในเขตประสบภัย ทั้งจัดการดูแลราษฎร ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางก็ต้องลุกขึ้นแทบทุกวัน กว่าจะถึงยามดึกก็ยังมิอาจพักผ่อน
เขาจำต้องสั่งสมความชอบให้มากที่สุด จึงจะมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้น
เมื่อถึงเวลานั้น เขาจะสามารถค้ำจุนจวนโหวเวยหย่วนได้ แล้วค่อยเผยความในใจต่อหมิงถัง
เมื่อนางตอบตกลง เขาก็จะไปสู่ขอกับบิดา
อย่างไรพวกเขาก็มิใช่พี่น้องร่วมสายเลือด ต่อให้บิดามารดาขัดขวางมิให้ทั้งสองอยู่ด้วยกัน ก็ไร้ประโยชน์
เจียงสือซวี่แทบรอไม่ไหวที่จะกลับนครหลวงไปพบถังถัง เมื่อมีความคิดนี้เป็นแรงผลักดัน เขาจึงมีเรี่ยวแรงไม่รู้หมดสิ้นในทุกวัน
ในที่สุด วันก่อนเทศกาลตรุษจีนหนึ่งวัน พวกเขาก็บรรเทาทุกขภัยเสร็จสิ้นและได้กลับนครหลวง
ตลอดทาง เจียงสือซวี่นำหน้ากองทัพหู่เปินและโหวเวยหย่วน ครั้นถึงนครหลวง เขาก็มิได้แวะค่ายทหาร กลับตรงไปยังบ้านทันที
เดิมทีคิดว่าส่งผู้ส่งสารล่วงหน้ามาแจ้งแล้ว พอเข้าประตูก็จะได้เห็นเจียงหมิงถัง ทว่าไม่คาดคิดว่าในจวนจะมีเพียงพ่อบ้านกับคนเฝ้าประตูเท่านั้น ไม่เห็นผู้อื่นแม้แต่คนเดียว
เจียงสือซวี่ถามเสียงขรึมว่า “คุณหนูใหญ่อยู่ที่ใด?”
“เรียนคุณชาย คุณหนูใหญ่บาดเจ็บที่เท้าก่อนหน้านี้ จึงออกมาต้อนรับท่านมิได้ นางฝากคำมาบอกว่า เมื่อท่านกลับมาแล้วให้เปลี่ยนเสื้อผ้าและรับประทานอาหารก่อน จากนั้นค่อยไปพบนางขอรับ”
“บาดเจ็บหรือ?”
พอได้ยินเช่นนั้น เจียงสือซวี่ก็ขมวดคิ้ว สีหน้าพลันเย็นเยียบประหนึ่งถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง “เกิดเรื่องใดขึ้น?”
ยังไม่ทันรอพ่อบ้านตอบ เขาก็ก้าวฉับ ๆ มุ่งหน้าไปยังเรือนอวี้หลิง ส่วนเรื่องรับประทานอาหารหรือเปลี่ยนเสื้อผ้านั้น เขาทำราวกับไม่ได้ยิน
พอถึงหน้าเรือนอวี้หลิง เขาก็ส่งเสียงเรียกนาง เจียงหมิงถังที่เดิมนอนอยู่บนเตียงได้ยินดังนั้น ก็ลุกขึ้นนั่งทันที “พี่ชายกลับมาแล้ว จืออวี่ ออกไปรับเขาเร็ว หลิวอิ๋ง พยุงข้าไปห้องด้านนอก”
จืออวี่รับคำแล้วเดินออกไป ทว่ากลับพบเจียงสือซวี่ที่เลิกม่านเข้ามาพอดี
แววตาของเขาเย็นเยียบเจือความเหี้ยมเกรียม ทว่าเมื่อเห็นเจียงหมิงถัง กลับแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน
