เผยจิ่งเหิงสบเข้ากับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าของเจียงหมิงถัง ครั้นเห็นเช่นนั้นก็รู้ทันทีว่านางมิได้ห่วงใยเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน หากแต่จงใจเอาคืนเขา
เขาจึงยิ้มตาม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า “คนถ่อยเหล่านั้นย่อมต้องชดใช้ในสิ่งที่ตนก่อ”
เขาพลันดึงนางเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย แววตาแฝงความหมายลึกซึ้ง
“แต่หากเจ้ายังไม่ยอมบอก ข้าก็คงไม่ปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ...”
เจียงหมิงถังแค่นเสียงเบา ๆ “อย่างไร หรือท่านคิดจะใช้ทรมานบีบให้ข้าสารภาพ?”
เผยจิ่งเหิงยอมรับอย่างเปิดเผย “แล้วอย่างไรเล่า? ข้ามิได้ใจดีเหมือนองค์รัชทายาทเสียหน่อย”
ขณะกล่าว ปลายนิ้วของเขาก็ค่อย ๆ เลื่อนจากริมฝีปากนางลงไปถึงลำคอ นำพาความรู้สึกวาบหวามมาด้วย
น้ำเสียงราบเรียบแฝงความอันตรายอยู่หลายส่วน
“ครั้นทนไม่ไหวแล้ว ค่อยร้องไห้อ้อนวอนขอความเมตตาก็ไร้ประโยชน์”
เมื่อได้ยินความนัยในคำพูด เจียงหมิงถังก็ถลึงตามองเขาอย่างกระเง้ากระงอด
เผยจิ่งเหิงเห็นดังนั้นจึงพยักหน้า “ดูท่าคุณหนูใหญ่เจียงจะหมายมั่นต่อต้านจนถึงที่สุด ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
สิ้นเสียง เขาก็ทรุดนั่งลงหน้าโต๊ะ ก่อนดึงเจียงหมิงถังลงมานั่งบนตักอย่างฉับพลัน
นางยังไม่ทันได้ร้องอุทาน ริมฝีปากอิ่มแดงที่บวมช้ำอยู่แล้วก็ถูกเขาฉกชิงจุมพิตอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง นางไม่อาจขัดขืนได้ ทำได้เพียงโอบเอวกำยำของเขาไว้อย่างไร้เรี่ยวแรง
ทว่าคราวนี้เผยจิ่งเหิงมิได้หยุดถามนางเช่นก่อนว่าอยากบอกหรือไม่ หากแต่จุมพิตไล่ลงไปทีละน้อย
ขณะเดียวกัน ปลายนิ้วเรียวยาวสะอาดสะอ้านก็สอดเข้าไปใต้เสื้อผ้าอย่างเงียบเชียบ
สัมผัสเย็นเยียบทำให้เจียงหมิงถังประหม่าอยู่บ้าง “องค์...องค์รัชทายาท...”
“มิใช่บอกแล้วหรือ ว่าให้เรียกเผยจิ่งเหิง”
“เผยจิ่งเหิง...อื้อ...”
