หลังถูกเผยจิ่งเหิงปฏิเสธ เจียงหมิงถังราวกับทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว น้ำตาหยดลงมาเป็นสายราวกับไข่มุกกลิ้ง
“องค์รัชทายาท หม่อมฉันขอร้องพระองค์แล้ว”
นางราวกับคนที่กำลังจมน้ำและคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ กระทั่งกฎระเบียบก็ไม่ใส่ใจแล้ว
“มีเพียงพระองค์ที่ช่วยหม่อมฉันเรื่องนี้ได้ หม่อมฉันเองก็ถือว่าช่วยพระองค์ทำเรื่องต่าง ๆ ไปหลายเรื่อง เหตุใดพระองค์จึงช่วยหม่อมฉันสักครั้งไม่ได้เล่า?”
“อีกอย่าง...” เจียงหมิงถังเช็ดน้ำตาอย่างลวก ๆ แต่กลับเช็ดเท่าไรก็ไม่หมด “การกระทำของฝ่าบาทครานี้ไม่ถูกต้องแต่แรก เพียงเพราะความปรารถนาส่วนตน กลับจะ...”
“คุณหนูเจียง จะวิพากษ์วิจารณ์โอรสสวรรค์ตามอำเภอใจได้อย่างไร?”
หลิวฝูตกใจกับคำพูดของนางจนแทบทำอะไรไม่ถูก จึงรีบเอ่ยห้ามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ยิ่งไปกว่านั้น การที่เจ้าได้ถวายความจงรักภักดีต่อองค์รัชทายาทนับเป็นเกียรติของเจ้า ไฉนจึงกล้าซักถามองค์รัชทายาท? ยังไม่รีบขออภัยอีก!”
ปากของคุณหนูเจียงนี่นะ เหตุใดพอร้อนใจขึ้นมาแล้วจึงกล้าพูดทุกอย่างเช่นนี้?
เขาห้ามเจียงหมิงถัง เพราะกลัวนางจะก่อเรื่องจนประสบเคราะห์ ต้องหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว
ที่จริงหลิวฝูเข้าใจความไม่พอใจในใจนาง
ทว่าบารมีราชวงศ์มิอาจล่วงเกิน พระเมตตาและพระพิโรธล้วนเป็นพระกรุณาจากสวรรค์
พระประสงค์ของโอรสสวรรค์ ต่อให้องค์รัชทายาทก็ไม่อาจขัดขืน
หลังถูกหลิวฝูตวาดห้าม เจียงหมิงถังจึงเพิ่งได้สติว่าตนพูดอะไรออกไป นางรีบคุกเข่าลง “หม่อมฉันพลั้งปาก ขอองค์รัชทายาทโปรดอภัยโทษ”
เมื่อเห็นท่าทางน่าสงสารของนาง เผยจิ่งเหิงก็ลุกจากที่นั่งสูงแล้วเดินลงมา ยืนอยู่ตรงหน้านาง
จากนั้นเขายื่นมือไปประคองนางที่คุกเข่าอยู่ให้ลุกขึ้นจากพื้น
เผยจิ่งเหิงสบดวงตาพร่าพราวด้วยหยาดน้ำตาของเจียงหมิงถัง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “ครานี้ข้าจะไม่เอาความกับเจ้า จะไม่มีครั้งหน้า ต่อไปจงระมัดระวังคำพูดและการกระทำ”
กล่าวจบ เขาก็หยิบผ้าเช็ดหน้าปักลายส่งให้นาง “เช็ดน้ำตาเสีย”
เมื่อเห็นผ้าผืนนั้น ริมฝีปากเจียงหมิงถังก็สั่นระริก แต่นางไม่ได้รับมา น้ำตากลับยิ่งไหลหนักกว่าเดิม
“ขออภัยเพคะองค์รัชทายาท หม่อมฉันเห็นแก่ตัวเกินไป”
