เมื่อเผชิญกับคำถามนี้ เจียงหมิงถังชะงักงันไปก่อน
จากนั้นนางก็คล้ายไม่ทันสังเกตว่าบรรยากาศในโถงเริ่มอึดอัดขึ้น จึงเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “องค์ชาย ท่านเข้าใจผิดแล้วเพคะ”
“โอ้?”
“หม่อมฉันเพียงซาบซึ้งในบุญคุณที่คุณชายฉินช่วยชีวิต อีกทั้งยังเป็นสหายกับจื้ออี้ จึงรู้สึกเสียดายแทนคุณชายฉินอยู่บ้าง ไม่ได้คิดจะแต่งเข้าจวนกั๋วกงอิง ไม่จำเป็นต้องให้องค์ชายช่วยเจรจาเพคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเผยจิ่งเหิงก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ชั่วพริบตาถัดมา เจียงหมิงถังก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ยิ่งกว่านั้น ตอนที่หม่อมฉันปฏิเสธการแต่งงานต่อหน้าฝ่าบาทในคราวนั้น มิใช่การฝืนใจเพราะถูกสถานการณ์บีบบังคับ แต่เป็นความตั้งใจจากใจจริง ไม่ต้องพูดถึงจวนกั๋วกงทั้งสามแห่งเลย ยามนี้หม่อมฉันไม่อยากแต่งกับผู้ใดทั้งสิ้น”
เผยจิ่งเหิงได้ยินคำพูดช่วงท้าย จึงอดถามไม่ได้ว่า “เพราะเหตุใด?”
ไม่ทันรอให้เจียงหมิงถังตอบ เขาก็เอ่ยต่อว่า “หรือเจ้ายังมีใจให้บุตรชายคนโตแห่งตระกูลลู่?”
น้ำเสียงเจือแววหยั่งเชิงจาง ๆ
ดวงตาที่เพิ่งผ่อนคลายลงเมื่อครู่กลับเย็นชาขึ้นอีกครา
“ไม่ใช่เพราะเรื่องนี้เพคะ”
เจียงหมิงถังส่ายหน้า ก่อนกล่าวว่า “เป็นเพราะองค์ชายเพคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เผยจิ่งเหิงก็ชะงักงัน
ครั้นเข้าใจว่านางหมายถึงอะไร ดวงตาคู่นั้นซึ่งลึกล้ำสงบนิ่งดุจสระโบราณก็พลันมีระลอกคลื่นไหวกระเพื่อมขึ้นเล็กน้อย ไอเย็นที่โอบล้อมกายอยู่เมื่อครู่สลายไปอย่างไร้สุ้มเสียง
เผยจิ่งเหิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “เจ้าไม่อยากแต่งงาน ที่แท้ก็เพราะข้าหรือ?”
“แน่นอนเพคะ องค์ชาย”
เจียงหมิงถังมีสีหน้าเคร่งขรึม “ในใจหม่อมฉันจดจำคำสั่งสอนที่องค์ชายมอบให้ในครั้งนั้นอยู่เสมอเพคะ”
