หลังเลิกประชุมราชสำนัก บนทางเดินในวัง
โหวเวยหย่วนเดินเอื่อย ๆ ไปข้างหน้าตามลำพัง
เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงเมื่อครู่ ในใจเขาก็ครุ่นคิดสารพัด
ไม่นานก่อนหน้านี้ องค์ชายรองเพิ่งวางแผนเล่นงานองค์รัชทายาทไปคราหนึ่ง วันนี้จวนกั๋วกงอิงซึ่งเป็นขุนนางในสังกัดตำหนักบูรพาก็ยื่นฎีกากล่าวโทษสกุลเฟิง
ฉินจื่อเชียนกล่าวว่า เมื่อวานเฟิงชิงซานลอบทำร้ายพี่ใหญ่ น้องสาว และหมิงถังของเขาที่สนามม้า เขาทนต่อไปไม่ไหว จึงกราบทูลเรื่องนี้ต่อเบื้องพระพักตร์
แต่หลักฐานความผิดกว่าสิบข้อเหล่านั้นเห็นได้ชัดว่าเตรียมการไว้ตั้งแต่แรก
เหล่าขุนนางตรวจการฝ่ายองค์รัชทายาทก็จับจุดอ่อนของสกุลเฟิงแล้วโจมตีไม่ยั้ง
ดังนั้นเรื่องนี้ย่อมเป็นพระบัญชาขององค์รัชทายาท และวางแผนไว้นานแล้วอย่างแน่นอน
หมิงถังคงถูกดึงเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ของสองฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ กลายเป็นหมากตัวหนึ่งที่ตำหนักบูรพาใช้กดดันองค์ชายรอง
เมื่อคิดเช่นนี้ โหวเวยหย่วนก็ตัดสินใจว่าพอกลับถึงบ้านจะไปพูดคุยกับหมิงถังทันที
บัดนี้เรื่องการเมืองการปกครอง บุตรสาวเข้าใจมากกว่าตาแก่หยาบกระด้างอย่างเขาเสียอีก
สกุลเจียงเป็นขุนนางในสังกัดตำหนักบูรพาแล้ว เขาต้องรู้ว่าต่อจากนี้ควรทำสิ่งใด จึงจะช่วยองค์รัชทายาทและคุ้มครองครอบครัวตนเองได้
คิดได้ดังนั้น โหวเวยหย่วนจึงเร่งฝีเท้า
เพิ่งเดินไปได้สองก้าว ก็ได้ยินเสียงคนเรียกเขาแว่ว ๆ ครั้นหันกลับไปมองก็เห็นกั๋วกงอิงกับฉินจื่อเชียนยิ้มแย้มวิ่งตามมา
“โอ้ น้องเจียง หยุดก่อน รอข้าด้วย”
เมื่อมาถึงตรงหน้า ฉินจื่อเชียนก็ประสานมือคำนับโหวเวยหย่วนอย่างนอบน้อม พร้อมรอยยิ้ม “ท่านอา ข้าน้อยขอคารวะ”
เมื่อเห็นพ่อลูกคู่นี้กระตือรือร้นนัก โหวเวยหย่วนก็อดสงสัยไม่ได้ “ท่านกั๋วกงมีธุระหรือ?”
กั๋วกงอิงมองเขาอย่างไม่เห็นด้วย “น้องเจียง ไยต้องเกรงใจกันเช่นนี้ เรียกข้าว่าท่านกั๋วกงไปไย สมัยที่พวกเราอยู่ในกองทัพด้วยกัน มิได้เรียกขานกันเป็นพี่น้องหรอกหรือ”
คำพูดนี้ทำให้โหวเวยหย่วนชะงักงัน
สมัยหนุ่ม เขาเคยร่วมงานกับกั๋วกงอิงในค่ายทหารจริง
