เนียร์มีสเดินลงมาตามไหล่เขา ลำธารบนเขาไหลมารวมกันเป็นแอ่งน้ำใสสะอาด ผิวน้ำสงบนิ่งราวกระจก สะท้อนท้องฟ้าสีครามเข้ม
ภายใต้อำนาจของราชันเทพ บนฟ้ามีเพียงสีครามไร้เมฆขาว ไม่มีเทพองค์ใดกล้าแตะต้องอาณาเขตแห่งท้องนภา
เขาเดินเข้าไปใกล้ริมน้ำ แล้วก้มลงมอง
บนผิวน้ำปรากฏใบหน้าของคนผู้หนึ่ง เขาชะงักไป ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้อีกนิด ผมยาวสีทองทิ้งตัวลงมา ปลายผมแตะผิวน้ำจนเกิดระลอกคลื่นเล็ก ๆ
เมื่อผิวน้ำกลับมาสงบนิ่ง ใบหน้านั้นก็ปรากฏชัดอีกครั้ง ความงามประณีตจนชวนให้นึกถึงแสงจันทร์ที่จับตัวแข็งบนผืนน้ำแข็ง งดงามจนแทบไม่เหมือนของจริง
ทุกรายละเอียดบนใบหน้านี้ราวกับผ่านการแกะสลักและขัดเกลาซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดหลายล้านปีแห่งความโกลาหล จนในที่สุดจึงยอมเผยผลงานชิ้นเอกออกมา เนียร์มีสกะพริบตา เงาสะท้อนในน้ำก็กะพริบตาตาม
เขาเอียงหน้าเล็กน้อย เงาสะท้อนก็เอียงตาม
หล่อมาก หล่อเกินไปแล้ว หล่อจนชวนให้รู้สึกว่ามากเกินพอดี
ความโกลาหลอัดอั้นมาหลายล้านปี ก่อนจะปั้นใบหน้าขึ้นมาหนึ่งใบ แล้วทุ่มความประณีตทั้งหมดลงบนร่างนี้
เขาจ้องผิวน้ำอยู่นาน กระทั่งอดยื่นมือไปสัมผัสแก้มตัวเองไม่ได้ ผิวอุ่นและสัมผัสได้จริง ปลายนิ้วที่แตะลงไปยืนยันว่าเป็นตัวเขา ไม่ใช่ภาพลวงตา
เขาอดมองอีกหลายครั้งไม่ได้ ใบหน้านี้งดงามเสียจนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังจ้องเงาสะท้อนได้อยู่นาน จากนั้นเขาก็พลันได้สติ ความเย็นยะเยือกสายหนึ่งแล่นวาบขึ้นมาถึงศีรษะ
เดี๋ยวก่อน นี่มันโลกแห่งตำนานกรีก
เขารู้ดีเกินไปว่าเทพในโลกนี้มีนิสัยอย่างไร ศีลธรรม จริยธรรม ข้อห้าม ล้วนไม่มีอยู่จริง
เมื่อเทพเหล่านั้นเกิดกำหนัดขึ้นมา เพศก็หยุดพวกเขาไม่ได้ เผ่าพันธุ์ก็หยุดไม่ได้ สายเลือดยิ่งไม่อาจขวาง แม้แต่อีกฝ่ายจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ไม่สำคัญ
ด้วยรูปลักษณ์เช่นนี้ หากมีเพียงความงามแต่ไร้พลังที่จะปกป้องมัน ผลลัพธ์ก็แทบจะคาดเดาได้
ภาพเหล่านั้นวาบผ่านสมองอย่างรวดเร็ว ถูกไล่ล่า ถูกลักพาตัว ถูกขังไว้ในวังสักแห่งในฐานะของสะสมบางอย่างที่ไม่อาจเอ่ยถึง เขาสั่นสะท้าน ไม่กล้าคิดต่อ
ไม่ได้ ต้องแข็งแกร่งขึ้น ต้องรีบแข็งแกร่งขึ้น
ตอนนี้ยังพอมีเวลา ราชันเทพผู้โหดเหี้ยมอย่างอุรานอสกำลังกดข่มสรรพสิ่งบนฟ้าและผืนดิน เทพทั้งหลายต่างหวาดระแวงเอาตัวรอดชั่วคราว จึงยังไม่มีใครคิดจะหมายตาเทพชั้นรองที่เพิ่งถือกำเนิดอย่างเขา
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แผนระยะยาว เขาต้องใช้ช่วงเวลาที่ยังพอปลอดภัยนี้เร่งเพิ่มพลังเทพของตนให้เร็วที่สุด
เขาก้มมองลงไป แล้วเพิ่งสังเกตว่าตัวเองเปลือยเปล่าตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อครู่มัวแต่ชื่นชมใบหน้าของตัวเอง ความอับอายที่มาช้าไปจึงเอ่อท่วมขึ้นในใจ
เขารีบเดินไปยังพุ่มไม้เล็ก ๆ ข้างทาง คุ้ยหาอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะดึงเถาวัลย์ที่เหนียวและยืดหยุ่นออกมาสองสามเส้น แล้วเด็ดใบไม้ขนาดใหญ่มาอีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็ลนลานสานเข้าด้วยกัน
นิ้วมือไม่ค่อยคล่องนัก เถาวัลย์ลื่นหลุดไปหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ทำเป็นกระโปรงหญ้าที่พอจะปกปิดส่วนสำคัญได้
เขาผูกมันไว้รอบเอว ดึงตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่มีส่วนใดโผล่พ้น จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาเดินเท้าเปล่ากลับเข้าไปในหุบเขา แล้วเห็นต้นไม้แห้งตายต้นหนึ่งล้มอยู่ ลำต้นหนาและกลวง เนื้อไม้แห้ง มีลายชัดเจน
จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว พิณไลรา
การใช้พลังแห่งดนตรีปลอบประโลมความโศกเศร้าของสรรพชีวิต นี่ไม่ใช่สิ่งที่เทพแห่งอารมณ์ควรทำหรอกหรือ?
เขาย่อตัวลง ลูบผิวลำต้นไม้แห้ง เปลือกไม้แตกร้าวบาดฝ่ามือ เนื้อไม้ยังแข็งแรงพอใช้ แต่ด้วยพลังเทพที่มีอยู่ตอนนี้ ทั้งยังไร้ความสามารถในการโจมตี เขาไม่มีเครื่องมือสำหรับแกะไม้ชิ้นนี้ให้กลายเป็นเครื่องดนตรีด้วย
จะทำอย่างไรดี?
“ท่านเนียร์มีสผู้สูงศักดิ์และงดงาม ผู้ยิ่งใหญ่ผู้จดจำทุกอารมณ์ไว้ได้ ข้าน้อยนิมฟ์ขอคารวะท่าน”
เสียงหวานดังมาจากด้านหลัง เนียร์มีสหันขวับไปทันที
ร่างบอบบางร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากเงาไม้ รูปร่างเล็กกะทัดรัดแต่ได้สัดส่วน เส้นผมยาวสีเขียวเข้มราวสาหร่ายน้ำทิ้งตัวลงถึงเอว ปลายผมยังมีหยดน้ำเกาะอยู่
ใบหน้าของนางงดงามประณีต ดวงตาสีอำพันอ่อนเป็นประกายใสบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา
ชื่อหนึ่งที่ไม่คุ้นเคยผุดขึ้นในใจเนียร์มีส นิมฟ์วารี
ความทรงจำสืบทอดให้คำอธิบายอย่างเลือนรางว่า นิมฟ์เป็นภูตธรรมชาติประเภทที่พบเห็นได้ทั่วไปที่สุด ถือกำเนิดขึ้นเองจากตาน้ำบนเขา ลำธาร แอ่งน้ำลึก และผืนป่า
พวกนางงดงามและเป็นอมตะ แม้พลังจะอ่อนด้อย แต่แต่ละตนก็มีความถนัดแตกต่างกัน โดยทั่วไปจะผูกพันอยู่กับแหล่งน้ำหรือป่าเขาแห่งใดแห่งหนึ่ง มีนิสัยอ่อนโยนและไม่เป็นภัย
พวกนางคือผู้พิทักษ์ผืนดินในยุคแรกเริ่ม และเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตเปี่ยมจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลกนี้
สายตาของเขาหยุดอยู่บนร่างนางชั่วครู่ นางเองก็เปลือยเปล่าเช่นกัน ดูเหมือนว่าในยุคแรกเริ่มของฟ้าดิน เรื่องนี้จะไม่ใช่สิ่งที่ใครใส่ใจ
ยกเว้นเขา เจ้าคนประหลาดที่พกความทรงจำจากชาติก่อนมาด้วย จากนั้นเขาก็รีบเบือนสายตา แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้
“นิมฟ์ผู้งดงาม ขอให้แหล่งน้ำของเจ้าคงความใสสะอาดตลอดกาล เจ้ามาจากที่ใดหรือ?”
เนียร์มีสถามอย่างหยั่งเชิง เขานึกถึงโอเคอานอสกับเททิส คู่สามีภรรยาแห่งมหาสมุทรผู้เก่าแก่ ตามตำนานเล่าว่าทั้งสองให้กำเนิดเทพธิดาแห่งท้องทะเลถึงสามพันองค์ ทุกองค์ล้วนมีสายเลือดสูงศักดิ์
หากหญิงตรงหน้าเป็นหนึ่งในพวกนางขึ้นมาพอดี เขาก็ต้องรับมืออย่างระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม
“ท่านกล่าวเกินไปแล้ว”
แววประหลาดใจยินดีวาบผ่านดวงตาของนิมฟ์ นางไม่คิดเลยว่าจะได้รับคำตอบอย่างเป็นทางการถึงเพียงนี้ จึงยอบกายเล็กน้อย มือทั้งสองประสานกันไว้ตรงหน้า ท่วงท่าสุภาพนอบน้อม
“ข้าเป็นภูตผู้พิทักษ์ที่ถือกำเนิดจากแอ่งน้ำลึกแห่งนั้น เมื่อท่านเดินลงมาจากเขา ข้าก็มองเห็นท่านอยู่ในน้ำ”
นางเอียงศีรษะเล็กน้อย “ท่านดูเหมือนกำลังกลุ้มใจ มีสิ่งใดให้ข้าช่วยได้บ้างหรือไม่?”
เนียร์มีสผ่อนคลายลงเล็กน้อย นางเป็นนิมฟ์ที่ไร้ภูมิหลังเช่นเดียวกับเขา
เขาอ้าปาก ตั้งใจจะบอกว่าไม่ต้อง นิมฟ์ตนนี้มีกลิ่นอายอ่อนแอยิ่งกว่าเขาเสียอีก คงช่วยอะไรไม่ได้
แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจ นางถือกำเนิดก่อนเขา ทั้งยังอาศัยอยู่บนเขาแห่งนี้มานาน นางน่าจะรู้เรื่องแผ่นดินนี้มากกว่าเขา
เขาตรึกตรองถ้อยคำอยู่ครู่หนึ่ง “ข้ากำลังหาเครื่องมืออยู่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าแถวนี้มีของแหลมคมบ้างไหม เช่นหินที่คม ๆ?”
นิมฟ์กะพริบดวงตาสีอำพันคู่นั้น ตั้งใจคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาจะพลันเป็นประกาย “ก้นแอ่งน้ำลึกของข้าน่าจะมีหินแบบนั้น ข้าจะไปหาให้ท่านเดี๋ยวนี้”
พูดจบ นางก็หันหลังแล้วกระโจนลงไปในแอ่งน้ำลึก
เนียร์มีสชะงักไปครู่หนึ่ง ยังไม่ทันได้กล่าวขอบคุณ นางก็หายลงไปแล้ว เขาได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ ช่างเป็นภูตที่กระตือรือร้นและใจดีจริง ๆ
ผ่านไปนานพอสมควร นางจึงกลับขึ้นมาอีกครั้ง มือทั้งสองประคองก้อนหินขนาดต่าง ๆ ไว้เต็มอ้อมแขน แล้วเทโครมลงบนพื้นหญ้าริมฝั่ง
เนียร์มีสเดินเข้าไปกล่าวขอบคุณไม่หยุด จากนั้นก็ย่อตัวลง คุ้ยเลือกก้อนหินทีละก้อน
มีทั้งก้อนกลม ก้อนแบน และเศษหินเม็ดเล็ก ๆ เขาเลือกอยู่นาน ในที่สุดก็พบแผ่นหินสีดำขนาดเท่าฝ่ามือ ขอบบางคม รูปร่างตามธรรมชาติใกล้เคียงกับมีด
เขาหยิบหินอีกก้อนหนึ่งขนาดเท่ากำปั้น ผิวหยาบกระด้างมาใช้เป็นหินลับ แล้วเดินไปนั่งยอง ๆ ข้างต้นไม้แห้ง เริ่มลับไปตามขอบแผ่นหิน
นิมฟ์นั่งอยู่ริมน้ำไม่ไกลนัก ขาทั้งสองจุ่มอยู่ในน้ำ นางมองเขาลับหินซ้ำไปซ้ำมาอย่างใคร่รู้ นั่งเงียบ ๆ โดยไม่ส่งเสียงรบกวน
