ในโรงฝึกซ้อม
ลู่อวี้ยืนอยู่ตำแหน่งตัวตบหัวเสา ผมสั้นสีอ่อนชื้นเหงื่อจนหมาด ลู่ลงมาปรกหน้าผากอย่างยุ่งเหยิง
เสื้อซ้อมแขนกุดสีดำรัดแน่นไปตามกล้ามเนื้อแผ่นหลังและหัวไหล่ เมื่อร่างสูง 197 เซนติเมตรยืนอยู่หน้าเน็ต ผู้เล่นตำแหน่งบล็อกฝั่งตรงข้ามก็อดเกร็งขึ้นมาไม่ได้
“ลูกสุดท้าย!” เฉินอวี่ เซตเตอร์แถวหลังตะโกนบอก
ลูกบอลถูกเซตลอยสูง ลู่อวี้วิ่งเข้าหาสองก้าวแล้วกระโดดขึ้น
ร่างกายกลางอากาศเหยียดออกเหมือนคันธนูที่พร้อมปล่อยศร แขนขวาเหวี่ยงไปด้านหลัง เอวและหน้าท้องออกแรงฉับพลัน ก่อนฟาดแขนตบลงมาราวกับแส้—
“ปัง!”
ลูกวอลเลย์บอลพุ่งราวกับกระสุนปืนใหญ่ที่หลุดจากลำกล้อง เฉียดปลายนิ้วของผู้เล่นบล็อกฝั่งตรงข้าม ก่อนปักลงตรงมุมอับที่เส้นหลังอย่างหนักหน่วง
พื้นสนามดังตุบ ลูกบอลกระเด้งออกนอกสนามในพริบตา ก่อนชนเข้ากับกำแพง
ซุนเสี่ยวไห่ ตัวรับอิสระพุ่งไปคว้าลูกไม่ทัน ได้แต่หมอบแผ่อยู่บนพื้นแล้วสบถหยาบคาย “แม่งเอ๊ย… ลูกแบบนี้จะให้คนรับได้ยังไงวะ?”
ลู่อวี้ลงพื้น งอเข่าเล็กน้อยเพื่อซับแรง สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
เขายกมือใช้หลังมือเช็ดเหงื่อที่คาง มุมปากยังยกเป็นรอยยิ้มสบาย ๆ เสียด้วยซ้ำ
“บล็อกแบบนี้ เหมือนทำจากกระดาษเลยนะ”
“พูดให้มันน่าฟังหน่อยไม่ได้หรือไงวะ?” จ้าวเหล่ย ตัวตบหัวเสาฝั่งตรงข้ามหัวเราะพลางโยนลูกบอลกลับมา
ลู่อวี้ไม่ได้ตอบ เขาก้มเก็บลูกบอลแล้วโยนให้เฉินอวี่ พร้อมส่งสายตาบอกให้เล่นต่อ
โค้ชหวังยืนกอดอกอยู่ข้างสนาม สีหน้าเคร่งขรึม ทว่าความพอใจในแววตากลับปิดไม่มิด
พรสวรรค์ของลู่อวี้สูงจนน่าตกใจ อายุเพียง 14 ปีก็เป็นตัวตบหัวเสาดาวรุ่งที่ทีมมณฑลให้ความสำคัญและตั้งใจปั้นแล้ว
ห้าปีผ่านไปในพริบตา ตอนนี้เขากลายเป็นผู้เล่นที่สมบูรณ์แบบ ทั้งพละกำลังและความเร็ว
ไม่เพียงจุดตบสูงและทิศทางการตีลูกคาดเดายากเท่านั้น ที่สำคัญคือความดุดันแบบนั้นหาได้ยาก—
ลูกทุกลูกเหมือนตั้งใจจะทุบพื้นสนามให้ทะลุ ไม่ปรานีแม้แต่น้อย
ภายนอกดูไม่เอาไหน เวลาอยู่ในการฝึกซ้อมก็เกียจคร้าน พูดจาไม่เป็นเรื่องเป็นราว
แต่พอลงสนามปะทะกันจริง ๆ กลับแทบหาใครเป็นคู่ต่อกรไม่ได้
“พอแล้ว เก็บลูก!”
โค้ชหวังเป่านกหวีด “วันนี้พอแค่นี้ กลับไปพักผ่อนกัน พรุ่งนี้อย่าสายซ้อมเช้า”
เสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกดังขึ้นทั่วโรงฝึกซ้อมทันที
เหล่านักกีฬาจับกลุ่มกันสองสามคน ผ้าขนหนูพาดคอ วางขวดน้ำลงกับพื้น แล้วเริ่มคุยกันว่าจะไปหาอะไรกินให้อิ่มที่ไหนในคืนนี้
“โรงอาหารแล้วกัน วันนี้มีซี่โครงหมูตุ๋นซีอิ๊ว”
โจวเจียซู่ ตัวตบบอลเร็วกระชากสนับเข่าออก “แถวโรงฝึกมีร้านหม้อไฟเปิดใหม่ ได้ยินว่าเป็นสูตรแท้ ไปไหม?”
“หม้อไฟก็ได้นะ ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว”
ซุนเสี่ยวไห่ลุกขึ้นจากพื้น พลางนวดเข่า
“พี่อวี้!” เฉินอวี่เดินเข้ามาใช้ศอกสะกิดลู่อวี้ที่กำลังเก็บกระเป๋า
“ไปกินหม้อไฟไหม? คืนนี้ฉันเลี้ยงเอง”
ลู่อวี้ก้มหน้าแกะผ้ารัดข้อมือ พอได้ยินก็ชะงักมือไปครู่หนึ่ง
จู่ ๆ เขาก็นึกถึงบะหมี่หยางชุนชามเรียบง่ายเมื่อคืนขึ้นมา
“ไม่ไป” เขายัดผ้ารัดข้อมือลงกระเป๋าแล้วรูดซิปปิด
“หา?” เฉินอวี่เบิกตากว้าง “ไม่ไปเหรอ?”
“สองวันนี้ชวนไปกินข้าวก็ไม่มา แล้วคืนนี้ไม่ซ้อมเพิ่มด้วยหรือไง?”
“ที่บ้านมีข้าวกิน” ลู่อวี้สะพายกระเป๋ากีฬาไว้บนไหล่แล้วลุกขึ้น
ด้วยส่วนสูง 197 เซนติเมตรที่ยืนอยู่ตรงนั้น เฉินอวี่ซึ่งสูง 183 เซนติเมตรยังต้องเงยหน้าขึ้นมอง
“ที่บ้านนายเหรอ?”
โจวเจียซู่หันมามองอย่างแปลกใจ “คุณน้าหลินกลับมาแล้วหรือ?”
เฉินอวี่เพิ่งนึกขึ้นได้ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ “อย่าบอกนะว่า… แอบซ่อนสาวงามไว้ที่บ้านแล้ว?”
“ต้องใช่แน่ ๆ!” จ้าวเหล่ยช่วยโห่แซว “ตอนพี่ชายฉันมีแฟน ก็รีบกลับบ้านทุกวันเหมือนกัน!”
“สวยไหม? แถมทำกับข้าวเป็นด้วย ใช่แม่บ้านแม่เรือนสุด ๆ หรือเปล่า?” ซุนเสี่ยวไห่เข้ามาร่วมวง ดวงตาเป็นประกาย
“ไสหัวไปเลย” ลู่อวี้ด่ากลั้วหัวเราะ แต่ในแววตาไม่ได้มีโทสะสักนิด
เขาล้วงมือข้างหนึ่งใส่กระเป๋ากางเกง แล้วเดินไปทางประตูโรงฝึก เงาร่างด้านหลังทอดยาวไปตามแสงไฟในทางเดิน
“เฮ้ย—ตกลงใช่หรือเปล่า?” เฉินอวี่ตามไปสองก้าว “เห็นสาวดีกว่าเพื่อนแล้วสินะ!”
ลู่อวี้ไม่หันกลับมา เพียงยกมือโบกอย่างสบาย ๆ
พอเปิดประตูโรงยิม ลมกลางคืนก็พัดกรูเข้ามา พาเอาความอบอ้าวของต้นฤดูร้อนมาด้วย
เขาก้มมองโทรศัพท์ ตอนนี้หนึ่งทุ่มยี่สิบนาที
.
“ติ๊ด—”
เวินเฉียวกำลังเคี่ยวน้ำแกงอยู่ในครัว
น้ำในหม้อดินเดือดปุด ๆ ข้าวโพดหั่นท่อนกลิ้งไปมาในน้ำแกงสีขาวนวล ซี่โครงหมูตุ๋นจนนุ่มละลาย ไขมันกลายเป็นหยดสีทองเล็ก ๆ ลอยอยู่บนผิวหน้า
กลิ่นหวานหอมผสานกับกลิ่นเนื้อเข้มข้น อบอวลไปทั่วครัวเปิดที่กว้างขวาง
แม้แต่แสงนีออนนอกหน้าต่างยังดูอบอุ่นมีชีวิตชีวาขึ้นมา
เธอสวมชุดอยู่บ้านสีขาวนวลตัวหลวม เนื้อผ้าฝ้ายนุ่มแนบอยู่กับร่างกาย
ผมยาวถูกรวบลวก ๆ ด้วยกิ๊บหนีบผมสีดำ เส้นผมสองสามปอยระลงมา ขับให้ลำคอขาวผ่องและเรียวบางยิ่งขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู เวินเฉียวก็ชะโงกหน้าออกไป แล้วเห็นลู่อวี้ยืนอยู่ตรงโถงทางเข้า
วันนี้เขาสวมเสื้อฮู้ดสีดำ หมวกคลุมพาดอยู่ด้านหลังศีรษะ ผมสั้นสีอ่อนยุ่งเล็กน้อยเพราะถูกกดทับ
ในมือหิ้วกระเป๋ากีฬา สีหน้าดูเป็นธรรมชาติ
ตรงขมับยังมีเหงื่อที่เช็ดไม่หมด คอเสื้อฮู้ดแหวกออก เผยให้เห็นไหปลาร้าครึ่งหนึ่ง
แผ่นหลังและหัวไหล่ของเด็กหนุ่มกว้างจนน่าตกใจ พอยืนอยู่ตรงนั้น ไฟเซนเซอร์ในโถงทางเข้าก็ดูเหมือนจะหรี่ลงไปครึ่งหนึ่ง
“ชามนี้ให้ผมแล้วกัน”
พูดจบเขาก็เดินตรงไปนั่งที่โต๊ะอาหาร
เหยียดขายาวออกไป กินพื้นที่ทางเดินไปครึ่งหนึ่ง
เวินเฉียว “……”
เธออ้าปาก ตั้งใจจะบอกว่า “ชามนี้ฉันจะดื่มเอง”
แต่เขานั่งลงไปแล้ว เธอจึงได้แต่กลืนคำพูดกลับลงคอ แล้วตักน้ำแกงเพิ่มอีกชาม
ตอนตักน้ำแกง เธอก้มตัวลง เสื้ออยู่บ้านตัวหลวมเลิกขึ้นจากเอวด้านหลัง เผยให้เห็นผิวเนื้อขาวผ่อง
สายตาของลู่อวี้หยุดอยู่ตรงแนวเอวของเธอชั่วขณะ
จากนั้นเขาก็เอื้อมมือดึงชามน้ำแกงมาตรงหน้า ก้มลงดื่มหนึ่งอึก
น้ำแกงใส กลิ่นหวานของข้าวโพดละลายอยู่บนปลายลิ้น ซี่โครงหมูตุ๋นจนนุ่ม แค่เม้มปากเนื้อก็หลุดออกจากกระดูก
เขาดื่มเร็วมาก แต่ไม่ถึงกับเสียมารยาท ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงตามจังหวะกลืน ลำคอเรียวยาวได้รูปและเปี่ยมพละกำลัง
พอดื่มหมดชาม เขาไม่รอให้เวินเฉียวลุกขึ้น กลับเดินไปที่ครัวแล้วตักมาอีกชามเต็ม ๆ ด้วยตัวเอง
เวินเฉียวประคองชาม มองแผ่นหลังสูงเพรียวของเขาอย่างประหลาดใจ
ดื่ม…เร็วมากเลย
เธอนึกถึงโกลเดนรีทรีฟเวอร์ตัวใหญ่ที่บ้านเพื่อนบ้านข้าง ๆ ก่อนหน้านี้ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันยังโตไม่เต็มวัยและหิวไม่รู้จักอิ่ม
พอตักชามที่สองเสร็จ ลู่อวี้ดึงเก้าอี้ออกแล้วเหลือบมองเวินเฉียวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
เธอกำลังก้มหน้าดื่มน้ำแกง
เสื้ออยู่บ้านตัวหลวมทิ้งตัวลงจากคอเสื้อ เผยให้เห็นร่องอกขาวผ่องลึกชัด
ริมฝีปากแดงระเรื่อเป่าลมใส่น้ำแกงเบา ๆ ท่าทางดูอ่อนหวานน่าทะนุถนอมอย่างบอกไม่ถูก
ลู่อวี้นั่งลงที่โต๊ะอาหาร จากนั้นเงยหน้ามองเวินเฉียวแล้วเอ่ยขึ้นกะทันหัน “ผมจะย้ายกลับมาอยู่”
เวินเฉียวเกือบสำลักน้ำแกง เธอชะงักค้างไปทั้งตัว “อะไรนะ?”
“ห้องนอนเล็กให้คุณ ผมอยู่ห้องนอนใหญ่”
ลู่อวี้เท้าคางอย่างไม่ใส่ใจ น้ำเสียงราบเรียบเหมือนพูดเรื่องธรรมดา
“คุณทำข้าวให้ผมกิน ผมจ่ายเงินให้… ยุติธรรมดีไหม?”
“ไม่…”
เวินเฉียวเม้มริมฝีปาก น้ำเสียงทั้งเบาและร้อนรน
เธอจะรับเงินจากลูกชายของคุณน้าหลินได้อย่างไร
แน่นอนว่า…
เธอก็ไม่อยากอยู่ใต้ชายคาเดียวกับเขาด้วย
เมื่อมองดวงตาสีอำพันของลู่อวี้ เวินเฉียวก็ลังเลว่าจะพูดอย่างไรดี
น้ำเสียงนุ่มนวลเจือความอ่อนหวานที่ห่างหายจากการพูดไปนาน “ฉะ…ฉันต้องไปฝึกอบรมทุกวัน เวลาไม่แน่นอน”
น้ำเสียงของเธอเหมือนปุยนุ่น ฟังแล้วไร้ความมั่นใจอยู่ไม่น้อย
“ถ้าคุณมาแล้วบังเอิญฉันอยู่บ้าน ฉันก็จะทำให้กิน คุณไม่ต้องจ่ายเงินให้ฉันหรอก…”
เวินเฉียวไม่ค่อยรู้จักปฏิเสธคนอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น บ้านหลังนี้เป็นของลู่อวี้ เขาอยากย้ายกลับมาอยู่ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล
หลังฟังเวินเฉียวพูดจบ ลู่อวี้ไม่ได้ยืนกรานต่อ เขาหยิบชามน้ำแกงที่เพิ่งตักใหม่บนโต๊ะขึ้นมา
เวินเฉียวคิดว่าบทสนทนาคงจบลงแค่นี้ ในใจเพิ่งจะถอนหายใจโล่งอก
แต่พอเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าลู่อวี้กำลังจ้องเธอเขม็ง
นัยน์ตาสีอ่อนภายใต้แสงไฟอุ่น ๆ ไร้ความเกียจคร้านอย่างที่เห็นเป็นปกติ กลับเผยความน้อยใจน่าสงสารอยู่หลายส่วน
“น้ำแกงชามนี้…”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับพึมพำกับตัวเอง “คงเป็นมื้อดี ๆ มื้อสุดท้ายของผมในเดือนนี้แล้วล่ะ คุณว่าไหม?”
ดูราวกับสุนัขตัวใหญ่ที่เปียกฝนมาไม่มีผิด
ปลายนิ้วของเวินเฉียวขดเข้าหากันเล็กน้อย
นี่มันเรื่องอะไรกัน…
ลู่อวี้ตักน้ำแกงอีกช้อนเข้าปาก
เขาหลุบตาลง น้ำเสียงอู้อี้ “ไม่เป็นไร ผมไม่ฝืนคุณหรอก”
วินาทีถัดมา เขาถึงกับยกหลินหว่านชิงมาอ้าง “แม่บอกว่าช่วงนี้ผมดูผอมลงมาก สงสัยคงกินไม่ดีแน่ ๆ”
ผอม…เหรอ?
เวินเฉียวมองกล้ามเนื้อที่ตึงแน่นบนต้นแขนของลู่อวี้ตอนเขายกชามขึ้น
เขาพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว เธอจะฟังไม่ออกได้อย่างไรว่าเขาหมายความว่าอะไร
เวินเฉียวเม้มริมฝีปาก ก่อนจะยอมอ่อนข้อในที่สุด
เขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องการให้คนดูแลเท่านั้น
“…เข้าใจแล้ว” ในที่สุดเวินเฉียวก็รับปากเสียงเบา ราวกับลูกแมวที่หมดแรง “ฉันจะพยายาม”
ลู่อวี้เงยหน้าขึ้น มุมปากโค้งเพียงนิดเดียว แวบเดียวจนเวินเฉียวแทบคิดไปเอง
“อืม” เขาขานรับเสียงเรียบ หางเสียงยกสูงเล็กน้อย
จากนั้นก็ก้มหน้าดื่มน้ำแกงที่เหลือในชามต่อ
ราวกับคนที่ทำท่าน่าสงสารเมื่อครู่ไม่ใช่เขาเลยสักนิด
เวินเฉียวนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างงุนงง
เมื่อมองเสี้ยวหน้าของลู่อวี้ที่ถูกแสงไฟขับเน้น เธอก็พลันรู้สึกเหมือนถูกเขาจับทางได้เสียแล้ว
แต่ความรู้สึกนั้นก็จางหายไปในพริบตา
นอกหน้าต่าง ราตรีมืดลึกดุจหมึก
