เสิ่นเยี่ยนได้รับข่าวการตายของหลินซื่อในช่วงบ่าย
เวลานั้นเขากำลังนั่งอยู่ข้างหน้าต่างในห้องหนังสือ มือถือม้วนหนังสือไว้ แต่กลับอ่านไม่เข้าหัวแม้แต่คำเดียว
หลายวันมานี้จิตใจเขากระสับกระส่าย หนังตากระตุกไม่หยุด ราวกับกำลังจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เขาวางหนังสือลง ลุกขึ้นหมายจะไปรินชา ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากนอกประตู
เป็นบ่าวคนสนิทของเขาในจวนเสิ่น ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก ก่อนจะทรุดเข่าลงกับพื้นดังตุบ “คะ...คุณชาย...ผู้ถือตราสวี่...เขา...จากไปแล้วขอรับ!”
ถ้วยชาที่เสิ่นเยี่ยนเพิ่งยกขึ้นมา ร่วงลงพื้นเสียงเพล้ง แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
“เจ้าว่าอะไรนะ?” เขาได้ยินเสียงตัวเอง แผ่วเบาจนแทบไม่เหมือนเสียงคน
บ่าวก้มหมอบอยู่กับพื้น เขารู้ดีว่าหลินซื่อมีความสำคัญต่อคุณชายของตนเพียงใด
“ข่าวจากคุกหลวงขอรับ ผู้ถือตราสวี่เมื่อเช้านี้...กินยาพิษ ตอนนี้คน...”
เสิ่นเยี่ยนไม่ได้ยินคำพูดที่เหลืออีกแล้ว ข้างหูมีเพียงเสียงอื้ออึงแหลมสูง ทุกสิ่งตรงหน้าหมุนคว้างและพร่าเลือน เขารีบยันโต๊ะไว้ จึงไม่ล้มลงไป
เป็นไปไม่ได้
จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร?
ทั้งที่จ้าวเฉินรับปากเขาแล้วว่าจะไม่เอาชีวิตหลินซื่อ...
เสิ่นเยี่ยนไม่อยากเชื่อ
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนออกจากจวนเสิ่นมาได้อย่างไร เขาวิ่งสุดชีวิตไปตามทางเดินในวังอันยาวเหยียด สะดุดล้มลุกคลุกคลาน ชนทั้งนางกำนัลและขันที แต่ไม่อาจสนใจสิ่งใดได้อีก
เสื้อคลุมสีขาวเปื้อนโคลน มวยผมเอียงกระเท่เร่ เส้นผมที่หลุดลุ่ยแนบติดขมับซึ่งชุ่มเหงื่อ ใบหน้าไม่มีความสงบนิ่งเย็นชาอย่างที่เคยเหลืออยู่แล้ว มีเพียงความตื่นตระหนกและสิ้นหวังที่ปิดไม่มิด
ใบหน้านั้นซีดขาวราวกระดาษ ทว่าขอบตากลับแดงก่ำน่าหวาดหวั่น
เมื่อเขาพุ่งเข้าไปในคุกหลวง ดูเหมือนผู้คุมจะได้รับอนุญาตกลาย ๆ จึงไม่ได้ขวางไว้ เขาวิ่งไปตามทางเดินมืดสลัวและชื้นแฉะ จนถึงหน้าห้องขังที่อยู่ลึกที่สุด ก่อนจะหยุดกึก
ประตูเปิดอยู่
ภายในมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ แผ่นหลังในชุดสีดำสนิทคือจ้าวเฉิน เขาหันหลังให้ประตู ยืนนิ่งไม่ไหวติง ราวกับรูปสลักหิน
ส่วนบนแท่นหิน มีใครอีกคนหนึ่งนอนอยู่
