วินาทีที่โม่หลิงผลักประตูดาดฟ้าออก ลมก็พัดแรงมาก
แรงจนเขาแทบลืมตาไม่ขึ้น พัดเสียงทุกอย่างให้สลายหายไป ไม่ว่าจะเป็นเสียงตะโกนของเขาเอง เสียงรถราที่ดังแว่วมาจากเบื้องล่าง หรือเสียงชายเสื้อของแผ่นหลังที่นั่งอยู่ริมดาดฟ้าสะบัดไหวตามแรงลม
เขาพุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายสุดชีวิต ทว่ามือกลับคว้าได้เพียงอากาศ
ฉากนั้น โม่หลิงวาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในภายหลัง
ท้องฟ้าในภาพมักเป็นสีเทา ลมก็พัดแรงเสมอ
แผ่นหลังของคนคนนั้นอยู่ใกล้มาก ใกล้จนแค่ยื่นมือออกไปก็แตะถึง แต่ไม่ว่าจะวาดกี่ครั้ง มือของเขาก็ยังคว้าชายเสื้อผืนนั้นไว้ไม่ได้
เขาช้าไปหนึ่งก้าวเสมอ
ทำได้เพียงมองคนคนนั้นร่วงหล่นลงมาต่อหน้าต่อตา
ราวกับใบไม้ร่วง ราวกับว่าวที่สายขาด ราวกับสิ่งที่เบาที่สุดและหนักหนาที่สุดในโลกนี้ ก่อนจะหายไปในแสงฟ้าสีเทา
เรื่องราวหลังจากนั้น โม่หลิงจำได้ไม่ค่อยชัดแล้ว
จำได้เพียงแอ่งเลือดสีแดงแสบตาเบื้องล่าง และร่างที่สงบนิ่งราวกับกำลังหลับใหล
เขาคุกเข่าอยู่ตรงนั้น กุมมือที่ค่อย ๆ เย็นลงไว้ มีคนเข้ามาดึงเขาออกไป เขาเห็นรถพยาบาล รถตำรวจ และฝูงชนที่อลหม่าน
ลู่จื้อคุกเข่าอยู่ไม่ไกล มือสั่นระริก อยากสัมผัสคนคนนั้นแต่ก็ไม่กล้า
โม่หลิงมองท่าทางของเขาอย่างเหม่อลอย แล้วรู้สึกน่าขันอยู่บ้าง พอคนตายไปแล้วถึงค่อยรู้สึกเสียใจและสิ้นหวัง ช่างน่าขันเหลือเกิน
—แล้วเขาเองต่างจากนั้นตรงไหนเล่า?
……
วันงานศพ เขาสวมชุดสูทสีดำทั้งชุดไปยังสุสาน
