หลินซื่อยกแก้วเหล้าขึ้นชนกับเขาเบา ๆ “เกรงใจไปแล้ว”
แต่ในใจกลับคิดว่า ถ้านายอยากขอบคุณฉันจริง ๆ แล้วนับฉันเป็นพี่ ก็อย่าลอบเล่นงานฉันลับหลังสิ
เหล้าร้อนแรงบาดคอ ลู่จื้อยืดตัวขึ้น สายตาจับจ้องไปยังโม่หลิง รอยยิ้มเจือแววหยอกเย้าอยู่หลายส่วน
“หนุ่มน้อยคนสวยไม่ดื่มเหล้าหรือ?” เขาถาม “หรือพี่กู้คุมเข้ม ไม่ให้ดื่ม?”
โม่หลิงเพิ่งจะอ้าปาก กู้จิงหลานก็ตอบแทนเขาแล้ว “เขาแพ้แอลกอฮอล์”
นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง เป็นการแสดงให้ลู่จื้อเห็นว่าเขาควบคุมโม่หลิงอย่างผิดปกติเพียงใด
ลู่จื้อเลิกคิ้ว “อย่างนั้นหรือ น่าเสียดายจริง ๆ คืนนี้มีแต่เหล้าดี ๆ ทั้งนั้น”
เขาไม่ได้เซ้าซี้ต่อ หมุนตัวไปชนแก้วกับแขกโต๊ะอื่น
แต่ก่อนจากไป เขาหันกลับมามองโม่หลิงแวบหนึ่ง แววตานั้นแฝงความหมายลึกซึ้ง
โม่หลิงกำมือแน่น ฝ่ามือชื้นเหงื่อบาง ๆ
งานเลี้ยงดำเนินไปได้ครึ่งหนึ่ง คุณปู่ลู่ก็ลุกขึ้นกล่าวเปิดงาน
ชายชราพูดเสียงกังวาน ขอบคุณแขกที่มาร่วมงาน รำลึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา เอ่ยถึงอนาคต ก่อนจะประกาศข่าวหนึ่งในท้ายที่สุด—
“อาศัยโอกาสวันนี้ ฉันขอประกาศอีกเรื่องหนึ่ง” คุณปู่ลู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ที่ดินผืนนั้นทางตะวันออกของเมือง เครือลู่ของเราได้ตกลงร่วมมือกับตระกูลกู้ พัฒนาที่ดินร่วมกันแล้ว”
สิ้นเสียงปราศรัย เสียงปรบมือก็ดังขึ้น สายตาของคนไม่น้อยจับจ้องไปยังหลินซื่อ ทั้งอิจฉาและคิดคำนวณ
หลินซื่อยกแก้วเหล้าขึ้น พยักหน้าทักทายผู้คนรอบตัวทีละคน
แต่ในใจกลับแค่นหัวเราะ ที่ดินผืนนี้ต่างหากคือระเบิดเวลาที่ลู่จื้อส่งให้กู้จิงหลาน อีกไม่ถึงสองปีก็จะระเบิดจนเขาบอบช้ำไปทั้งตัว
เพียงแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนั้น
ตามเนื้อเรื่อง อีกเดี๋ยวจะมีพนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งเผลอทำเหล้าหกใส่เขา กู้จิงหลานค่อนข้างรักความสะอาด ทนกลิ่นเหล้าติดตัวไม่ได้ หลังไปจัดการทำความสะอาดอย่างง่าย ๆ แล้วก็จะกลับคฤหาสน์ตระกูลกู้ทันที ปล่อยโม่หลิงไว้ในงานเลี้ยงตามลำพัง
