เมื่อลู่จื้อตื่นขึ้นจากความมืด สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวซีด
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนจมูก แขนยังมีเข็มให้น้ำเกลือปักอยู่ เขากะพริบตา สติสัมปชัญญะราวกับปุยนุ่นที่แช่อยู่ในน้ำ ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาอย่างหนักอึ้ง
ทันทีที่สติกลับคืนมา ภาพแรกที่ผุดขึ้นในหัวคือร่างของคนที่นั่งอยู่บนรถเข็นและยื่นมือมาหาเขา...
ลู่จื้อผุดลุกขึ้นอย่างแรง
“อย่าขยับ”
เสียงชราดังมาจากข้างเตียง
ลู่จื้อชะงักไป ก่อนหันไปมอง แล้วฝืนยิ้มอย่างรู้สึกผิดอยู่บ้างโดยไม่รู้ตัว “คุณปู่...”
คุณปู่ลู่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วย สวมชุดจงซานสีเทาเข้ม ผมสีเงินหวีเรียบกริบ ในมือกำไม้เท้าจื่อถาน ดวงตาที่ปกติมักเปี่ยมเมตตาและมีรอยยิ้ม บัดนี้กลับเคร่งขรึมอย่างที่พบเห็นได้ยาก
เมื่อได้ยินลู่จื้อเรียกเช่นนั้น คุณปู่ลู่ไม่ได้ตอบ เพียงจ้องมองเขานิ่ง ๆ
สายตานั้นหนักอึ้งเสียจนลู่จื้อรู้สึกใจคอไม่ดี
หลังจากจมน้ำ เขาหมดสติไปนานแค่ไหนแล้ว?
ลู่จื้อไม่แน่ใจเรื่องเวลา ตอนนี้เขาอยากรู้ให้แน่ใจเหลือเกินว่าอีกคนเป็นอย่างไร อยากรู้ว่าอีกฝ่ายสบายดีหรือไม่
“พี่กู้เขา...” เขาเอ่ยถาม
“เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน” คุณปู่ลู่ขัดขึ้น น้ำเสียงไม่ดังนัก แต่แฝงบารมีที่สั่งสมมานาน “ปู่จะถามแกคำหนึ่ง”
ลู่จื้อชะงักงัน
คุณปู่ลู่มองเขาแล้วเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “แกชอบกู้จิงหลาน”
ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำบอกเล่า
อากาศเงียบงันไปชั่วขณะ
ลู่จื้อขยับปาก อยากหัวเราะ อยากพูดว่า “คุณปู่ล้อเล่นอะไรครับ” แต่คำพูดกลับติดอยู่ในลำคอ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็พูดไม่ออก
ถ้าเป็นก่อนตกน้ำ เขาคงหัวเราะแล้วปฏิเสธได้จริง ๆ
ก็แค่ความปรารถนาจะเอาชนะ ก็แค่คิดว่าใบหน้านั้นดูดี เขาหาเหตุผลมานับไม่ถ้วนเพื่อพิสูจน์ว่านั่นไม่ใช่ความชอบได้
แต่ตอนนี้...
