ฉินผู้เฒ่าพูดถึงศิษย์เอกที่ตนภาคภูมิใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความยินดีและความภาคภูมิใจที่ปิดไม่มิด เขาไม่สนด้วยซ้ำว่าหลินซื่อจะฟังรู้เรื่องหรือไม่ ยังคงพูดต่อไปตามลำพัง
“โดยเฉพาะการถ่ายทอด ‘แสง’ ดูแสงที่ส่องเข้ามาจากหน้าต่างเส้นนี้สิ มันกำลังลูบไล้ ลูบไล้หญิงสาว หนังสือเก่าเล่มนี้ และช่วงเวลาอันเงียบสงัดนี้”
หลินซื่อหันกลับไปมองภาพวาดอีกครั้ง
เขาไม่เข้าใจศิลปะและเทคนิคการวาดภาพ แต่ในฐานะคนวงนอก เขาก็มองออกว่านี่เป็นภาพที่ดีมากภาพหนึ่ง
เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา อ่อนโยนและประณีต
“เขาวาดใครหรือครับ” หลินซื่อถาม พลางมองหญิงสาวในภาพ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว
ฉินผู้เฒ่าผ่านโลกมานานกว่า 80 ปี พบเจอผู้คนมานับไม่ถ้วน จึงมองออกทันทีว่าความชื่นชมในแววตาของหลินซื่อไม่ใช่การเสแสร้ง รอยยิ้มของเขาจึงกว้างขึ้นอย่างพึงพอใจ
“เจ้าตัวบอกว่าเป็นคนในจินตนาการน่ะ” ฉินผู้เฒ่าตอบยิ้ม ๆ
ขณะที่พูดอยู่ ชายชราก็กวักมือไปทางคนที่อยู่ไม่ไกล “จังหวะพอดีเลย วันนี้เด็กคนนั้นก็มาด้วย เสี่ยวหลิง มานี่สิ!”
นิ้วของหลินซื่อเคาะพนักแขนรถเข็นเบา ๆ นี่เป็นท่าทางที่เขามักทำเวลาใช้ความคิด
จากท่าทีของฉินผู้เฒ่าเมื่อครู่ ดูท่าเขาจะชอบศิษย์คนนี้มาก
ก่อนหน้านี้หลินซื่อเคยสืบข้อมูลมาแล้ว ฉินผู้เฒ่ากับภรรยารักใคร่กันลึกซึ้ง ทั้งชีวิตไม่มีลูก หลังภรรยาเสียชีวิต เขาก็ใช้ชีวิตเพียงลำพัง กระทั่งเมื่อหนึ่งปีก่อนจึงรับศิษย์ไว้เพียงคนเดียว
เขาทะนุถนอมศิษย์คนนี้ราวกับของล้ำค่า เลี้ยงดูรักใคร่ประหนึ่งลูกแท้ ๆ คาดว่าหลังจากสิ้นอายุขัย วิชาความรู้ที่สั่งสมมาก็คงถ่ายทอดให้ศิษย์คนนี้
