ปลายฤดูหนาว จู่ ๆ ฮ่องเต้ก็ประชวรขึ้นมา
ตอนข่าวมาถึง หลินซื่อกำลังตรวจฎีกาแต้มชาด ปลายพู่กันแตะชาดแดงซึมแผ่เป็นวงเล็ก ๆ สะดุดตาบนฎีกา เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนวางพู่กันลง
ในเนื้อเรื่อง จ้าวเหิงก็เริ่มมีอาการป่วยในช่วงเวลานี้เช่นกัน สภาพจิตใจเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อีกไม่กี่ปีก็สิ้นพระชนม์กะทันหัน
เดิมทีในราชสำนัก ฮ่องเต้กับเก้าพันปีต่างยึดขั้วอำนาจคนละฝ่าย ประจันหน้ากันราวกับหมากดำและหมากขาว ทว่าสถานการณ์นั้นกลับถูกทำลายลง ร่างเดิมค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในอีกครึ่งหนึ่งของอำนาจ จนในราชสำนักเริ่มมีเค้าว่าร่างเดิมจะกลายเป็นผู้กุมอำนาจแต่เพียงผู้เดียว
ช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง องค์ชายรัชทายาทก็ฉวยโอกาสในความวุ่นวายอย่างเงียบเชียบ สร้างกองกำลังของตนขึ้นมา
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของเนื้อเรื่อง!
หลินซื่อดึงสติกลับมา แล้วหันไปถามขันทีน้อยที่เข้ามารายงานว่า “หมอหลวงว่าอย่างไร?”
“ทูล...ทูลพันปี หมอหลวงหวังกับหมอหลวงจางตรวจแล้ว บอกว่า...ชีพจรหัวใจอ่อนล้า ไอชั่วรุกเข้าสู่กาย ต้องพักฟื้นอย่างสงบพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยหมอบอยู่กับพื้น เสียงสั่น “ฝ่าบาท...กระอักพระโลหิต ตอนนี้ทรงสลึมสลือ เอาแต่เรียก...เรียก...”
ขันทีไม่กล้าพูดต่อว่าเรียกหาใคร ได้แต่ก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม
หลินซื่อย่อมรู้ว่าประโยคที่เขาพูดไม่จบนั้นคืออะไร
เขาคิดอย่างสิ้นหวังอยู่ในใจว่า สิ่งที่หลีกหนีไม่พ้น ย่อมไม่มีทางหลีกหนีพ้น
เขาไม่อยากไปพบจ้าวเหิงจริง ๆ นะ! ถ้าฮ่องเต้วิปริตผู้นี้เกิดอารมณ์อยากแตะเนื้อต้องตัวเขาขึ้นมาอีก จะให้อดทนกล้ำกลืน หรือจะกบฏแม่งเสียเลยดี...
หลินซื่อรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ
แต่ตอนนี้ฮ่องเต้ประชวรจนสลึมสลือ คงไม่มีเรี่ยวแรงมาทำอะไรเขาหรอก
คิดเช่นนั้นแล้วหลินซื่อก็วางใจขึ้นเล็กน้อย จึงสั่งขันทีน้อยที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ตรงหน้าทันทีที่เห็นเขาว่า “ไปจัดการ เตรียมเกี้ยวเข้าวัง”
