องค์ชายรัชทายาทบาดเจ็บไม่น้อย แต่โชคดีที่รักษาได้ทันท่วงที จึงไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต
หมอหลวงฝีมือดีที่สุดจากสำนักแพทย์หลวงผลัดเวรกันเฝ้าตำหนักบูรพา ยาต้มถูกส่งเข้าไปไม่ขาดสาย
ฮ่องเต้จ้าวเหิงส่งคนไปเยี่ยมเยียนทุกวัน พระราชทานของกำนัลมากมาย ถึงกับเสด็จไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองครั้งหนึ่ง ประทับข้างแท่นบรรทม กุมมือองค์ชายรัชทายาทแล้วตรัสปลอบโยนและให้กำลังใจอยู่หลายคำ
หลังไข้ของจ้าวเฉินลดลง เขาก็รู้สึกตัวดีขึ้นมาก
บ่ายวันหนึ่ง สวี่เป่าก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ก่อนรายงานเสียงเบา “พันปี ทางตำหนักบูรพาส่งข่าวมาว่า องค์ชายรัชทายาทอยากพบท่านสักครั้งพ่ะย่ะค่ะ”
หลินซื่อชะงักมือ เงยหน้าขึ้น “อาการบาดเจ็บขององค์ชายเป็นอย่างไรบ้าง”
“หมอหลวงบอกว่า ฟื้นตัวได้ดีพอสมควรแล้วพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้ทรงพิงหมอนนุ่มนั่งได้ครู่หนึ่งแล้ว เพียงแต่...” สวี่เป่าลังเลเล็กน้อย “เพียงแต่ดูเหมือนองค์ชายจะทรงหดหู่ ไม่ยอมพบขุนนางนอกตำหนักพ่ะย่ะค่ะ”
“เข้าใจแล้ว” หลินซื่อตอบเรียบเฉย “กลับไปบอกว่าข้าจะไปถวายคำนับภายหลัง”
เขาไม่ได้ออกเดินทางในทันที องค์ชายรัชทายาทเรียกพบเขาในเวลานี้ ย่อมไม่ใช่แค่ต้องการพูดคุยเรื่อยเปื่อย
เขาถอนหายใจ นึกถึงสิ่งที่ตนทำลงไปตอนจ้าวเฉินหมดสติ แล้วคิดในใจว่าองค์ชายรัชทายาทคงเรียกเขาไปสอบสวนเอาความ
แบบนี้ก็ดีแล้ว
ในฐานะตัวร้าย การวิ่งไปช่วยพระเอกกลับมาก็นับว่าหลุดบทไปแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้พระเอกเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเขาเพราะเรื่องนี้
ไม่อย่างนั้นเนื้อเรื่องตอนที่เขาต่อกรกับพระเอกหลังจากนี้จะดำเนินต่ออย่างไรเล่า
ตอนนี้เขาต้องตอกย้ำชื่อเสียงตัวร้ายของตัวเองให้เต็มที่!
——
จนกระทั่งยามสนธยาคล้อยต่ำ โคมวังเริ่มส่องแสง หลินซื่อจึงเปลี่ยนเป็นชุดลำลองสีพื้นเรียบ พาขันทีน้อยคนสนิทสองคนมุ่งหน้าไปยังตำหนักบูรพา
บรรยากาศในตำหนักบูรพาเคร่งขรึมกว่าปกติ
เหล่าคนรับใช้ในวังเดินไปมาอย่างระมัดระวัง ต่างกลั้นหายใจและตั้งสมาธิ เมื่อเห็นเขาก็รีบค้อมกายคารวะจากระยะไกล
ภายในตำหนักบรรทมขององค์ชายรัชทายาทอบอวลด้วยกลิ่นยา บางครั้งมีเสียงไอต่ำ ๆ ดังออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
