จ้าวเหิงหันกลับมาจ้องเขา สายตาคมกริบราวคมมีด ราวกับจะผ่าแยกร่างเขาออกเป็นชิ้น ๆ
หลินซื่อกัดฟัน “ขอฝ่าบาททรงพระกรุณาอนุญาตด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“อนุญาต” ในที่สุดจักรพรรดิก็เค้นคำหนึ่งออกมาจากไรฟัน น้ำเสียงเย็นชา “สวี่เจวี๋ย เราฝากความปลอดภัยขององค์รัชทายาทไว้กับเจ้า หากยังมีชีวิตก็จงพากลับมา หากสิ้นพระชนม์...”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ไม่ได้กล่าวต่อ แต่ความหมายที่ยังค้างคาอยู่กลับทำให้ผู้คนหวาดหวั่น
“บ่าวรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้รับอนุญาต หลินซื่อก็ไม่ลังเลอีก รีบหมุนตัววิ่งลงจากแท่นชมการล่าสัตว์
ด้านหลังเขา เฉินเยี่ยนลุกขึ้นยืนตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ แววตาเต็มไปด้วยความกังวล จ้องตามแผ่นหลังในชุดสีม่วงเข้มที่จากไปอย่างเด็ดเดี่ยวไม่วางตา
——
เมื่อเข้าไปในส่วนลึกของป่าเป่ยหลิน แสงสว่างก็พลันมืดสลัวลง
ต้นไม้โบราณสูงตระหง่านบดบังท้องฟ้าสูงโปร่งในฤดูใบไม้ร่วง เหลือเพียงแสงริบหรี่แตกกระจายเป็นหย่อม ๆ ลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ลงมา
กลิ่นสาบของใบไม้ผุผสมกับกลิ่นคาวเลือดสดลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ บนพื้นมีลูกธนูหักและศพองครักษ์ขององค์รัชทายาทอยู่หลายร่าง บาดแผลล้วนเฉียบขาดที่ลำคอหรือหัวใจ
หลินซื่อดึงบังเหียนให้ม้าหยุด กวาดตามองรอบด้านอย่างเฉียบคม
เขานับศพเหล่านั้น นอกจากองครักษ์ที่หนีออกไปส่งข่าวแล้ว ผู้ติดตามอีกเก้าคนที่องค์รัชทายาทพามาด้วยล้วนสิ้นชีพอยู่ที่นี่ทั้งหมด
หลินซื่อโบกมือ เหล่าลูกน้องก็แยกย้ายออกไปอย่างเงียบงัน ไล่ค้นไปตามร่องรอยการต่อสู้และคราบเลือด
ในป่าที่เงียบงัน มีเพียงเสียงใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าถูกบดขยี้ดังแผ่วเบา
“ท่านผู้บัญชาการ ทางนี้ขอรับ!” ลูกน้องคนหนึ่งของกรมบูรพากดเสียงต่ำพลางชี้ไปยังหน้าผาสูงชัน
หลินซื่อลงจากม้าแล้วสาวเท้าเข้าไปอย่างรวดเร็ว
บนดินริมหน้าผามีเลือดสีแดงคล้ำกองหนึ่งซึ่งยังไม่แข็งตัวดี ข้างกันมีเศษผ้าสีเหลืองแอปริคอตกระจัดกระจายอยู่หลายชิ้น เป็นสีของชุดขี่ม้ายิงธนูขององค์รัชทายาท
หลินซื่อรีบสั่งให้ทุกคนลงไปค้นหาที่ตีนผา
หลังจากค้นหาอยู่พักหนึ่ง ก็ไม่พบร่องรอยของจ้าวเฉิน พบเพียงกองเลือดที่ทอดยาวขาด ๆ หาย ๆ เข้าไปในส่วนลึกของป่าที่ต้นไม้หนาทึบกว่าเดิม
