ขณะที่หลินซื่อกำลังลังเล ขบวนเสด็จก็ค่อย ๆ เคลื่อนมาจากอีกฟากของทางเดินในวัง
หางตาเหลือบเห็นสีเหลืองสว่างวาบ หัวใจของหลินซื่อพลันกระตุก
ฮ่องเต้จ้าวเหิงเสด็จมาแล้ว
เขารีบถอยไปยืนข้างทาง ก้มตัวคารวะ
“บ่าวถวายบังคมฝ่าบาท”
จ้าวเหิงสวมฉลองพระองค์สีเหลืองสว่างอย่างลำลอง เอนกายพิงพระที่นั่งเสลี่ยง สีพระพักตร์ซีดขาวยิ่งกว่าครั้งก่อนที่หลินซื่อได้พบใต้แสงตะวัน ใต้ตายังมีรอยคล้ำจาง ๆ
“ผู้ถือตราสวี่” เสียงของจ้าวเหิงดังมาจากเบื้องบน ฟังไม่ออกว่าทรงรู้สึกอย่างไร “ส่งคนเข้าไปแล้วหรือ”
“...พ่ะย่ะค่ะ”
“ยังไม่ไปอีกหรือ ตัดใจไม่ได้หรือไร” น้ำเสียงของจ้าวเหิงราบเรียบ ทว่ากลับแฝงแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้หัวใจของหลินซื่อแทบหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” หลินซื่อรีบตอบรับ
“คนที่ทำให้เจ้ายังคิดถึงไม่วาง ย่อมเป็นคนงามที่หาได้ยาก” ปลายนิ้วของจ้าวเหิงเคาะที่วางพระกรเบา ๆ น้ำเสียงเผยความสนใจออกมาอย่างเหมาะเจาะ
“ไปกันเถอะ เราจะไปพบ...ซูเหรินเฉินเสียหน่อย”
หลินซื่อมองจ้าวเหิงเสด็จลงจากเสลี่ยงตรงไปยังประตูเรือนตำหนักหลานเยวี่ย จากนั้นก็ทรงให้คนรอบข้างถอยออกไป ก่อนจะเสด็จเข้าไปด้านในเพียงลำพัง
ไม่นานนัก นางกำนัลสองคนที่ก่อนหน้านี้ตามเฉินเยี่ยนเข้าไปในห้องก็ออกมา แล้วปิดประตูลง
หลินซื่อควรจะรีบจากไปทันที แต่สองขากลับราวกับหยั่งรากอยู่กับที่
ในเนื้อเรื่องเดิม จ้าวเหิงรับเฉินเยี่ยนเข้าวัง ทว่าในคืนนั้น ตอนที่กำลังจะลงมือกับอีกฝ่าย เฉินเยี่ยนกลับกัดลิ้นตัวเองหมายปลิดชีพ เพื่อใช้ความตายข่มขู่
ด้านหนึ่งจ้าวเหิงรู้สึกอัปมงคล อีกด้านก็กลัวว่าหากทำอีกฝ่ายตายจริง ๆ มหาเสนาบดีเฉินจะจนตรอกจนหันมากัดไม่เลือก
หลังจากนั้นไม่ว่าจ้าวเหิงจะเกิดอารมณ์ขึ้นมากี่ครั้ง ก็ถูกเหตุผลต่าง ๆ ขัดจังหวะอยู่ร่ำไป จนไม่เคยได้แตะต้องเฉินเยี่ยนเลยสักครั้ง อย่างไรเสีย ตามหลักแล้วฝ่ายรับของเรื่องก็เป็นของพระเอกฝ่ายรุก จะปล่อยให้ตัวประกอบอย่างเจ้ามาย่ำยีได้อย่างไร
แม้ช่วงที่ได้อยู่ด้วยกันมา หลินซื่อจะรู้สึกว่าด้วยนิสัยของจ้าวเหิง หากทรงคลุ้มคลั่งขึ้นมาจริง ๆ คงไม่สนหัวมหาเสนาบดีเฉินหรอก
