เวลาสามวันผ่านไปในพริบตา
ท้ายทอยของหลินซื่อยังปวดตุบ ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็จำต้องตื่นแต่เช้าตรู่
เนื้อเรื่องต้นฉบับช่วงนี้เน้นไปที่การพบกันครั้งแรกของพระเอกกับนายเอก ไม่ได้เขียนว่าหลินซื่อมีบทบาทอะไรในเหตุการณ์นี้ นั่นหมายความว่าเขาจะทำอะไรก็ได้ตามใจ
ดังนั้นหลินซื่อจึงยังพอวางใจได้อยู่บ้าง
ฟ้ายังไม่สว่างดี สวี่เป่าก็นำขันทีน้อยสองสามคนยกชุดขุนนางสีม่วงเข้มปักลายงูเหลือมสี่กรงเล็บมาให้เขา
“พันปี” สวี่เป่ากดเสียงต่ำอย่างระมัดระวัง “เมื่อคืนฝ่าบาทมีพระบัญชาด้วยวาจาอีกแล้ว บอกว่า...ให้ท่าน ‘ไปรับเกี้ยวด้วยตนเอง แล้วส่งไปยังตำหนักหลานเยวี่ย’ ให้ได้ขอรับ”
หากตั้งใจฟัง จะได้ยินความกังวลเจืออยู่ในถ้อยคำของเขา
สวี่เป่าเป็นคนเก่าแก่ที่ติดตามเจ้าของร่างเดิม ทั้งยังเป็นคนสนิท จึงพอรู้เรื่องราวในอดีตของเจ้าของร่างเดิมอยู่บ้าง ยิ่งเมื่อหลินซื่อปกป้องเฉินเยี่ยนหน้าจวนสกุลเฉินจนตัวเองล้มหมดสติไปอีก...
สรุปคือ สวี่เป่าอาจคิดว่าหลินซื่อมีใจให้เฉินเยี่ยนอย่างลับ ๆ แต่ไม่อาจต่อกรกับฮ่องเต้ได้ จึงทำได้เพียงถอยออกจากฉากไปอย่างเศร้าสร้อย...
หลินซื่อพลันรู้สึกปวดหัวหนักกว่าเดิม
เขาคงบอกสวี่เป่าตรง ๆ ไม่ได้ว่าอย่าคิดฟุ้งซ่าน เขาไม่กล้าคิดหมายปองนายเอกเสียหน่อย
ไม่สิ เจ้าของร่างเดิมเป็นตัวร้ายที่มีบทบาทเป็นเพียงตัวประกอบ ดูเหมือนจะคิดหมายปองนายเอกจริง ๆ นี่นา
“...”
หลินซื่อจนใจ จึงเลิกคิดถึงปัญหาชวนปวดหัวนี้ แล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า คาดเข็มขัดหยก และสวมหมวกโปร่ง
ใบหน้าในกระจกทองแดงยังคงซีดขาว ทว่าความเย็นชาและโหดเหี้ยมระหว่างคิ้วนั้นก็ยังทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา
“ไปกันเถอะ”
——
หน้าจวนสกุลเฉินยังคงเงียบงันไร้ชีวิตชีวาเช่นเดิม
เพียงแต่วันนี้มีสิ่งหนึ่งเพิ่มขึ้นตรงหน้าประตู เป็นภาพที่ชวนบาดตา
เกี้ยวเจ้าสาวสีแดงสด หลังคาสูงแปดคนหาม ปักลายนกหงส์ทองกับดอกโบตั๋นเถาเลื้อยเต็มไปหมด
เฉินเยี่ยนยืนอยู่หน้าเกี้ยว
เขาสวม “ชุดมงคล” สีแดงสด รูปแบบของชุดอยู่กึ่งกลางระหว่างเสื้อคลุมยาวของบุรุษกับชุดเจ้าสาวของสตรี ชายแขนเสื้อและสาบเสื้อปักลวดลายซับซ้อนด้วยด้ายทองแน่นขนัด แม้ไม่ได้คลุมผ้าปิดหน้า แต่บนศีรษะกลับสวมมงกุฎประดับไข่มุกและทับทิม
