หลินซื่อกับอีกฝ่ายจ้องหน้ากันเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเขาจะหัวเราะเบา ๆ ทำลายความเงียบชวนอึดอัดขึ้นมาก่อน
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น แม้ขาจะอ่อนแรงอยู่บ้าง แต่แผ่นหลังยังเหยียดตรง เดินไปข้างโต๊ะ หยิบไหสุราหลีฮวาไป๋ที่เหลืออยู่เกือบครึ่งขึ้นมาดู แล้ววางลงตามเดิมอย่างไม่ใส่ใจ
“ฝ่าบาทเสด็จมาในยามดึก ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เขาชิงเอ่ยก่อน น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย ทว่าฟังดูเอื่อยเฉื่อย “หรือว่า...ฝ่าบาททรงเป็นห่วงซูเหรินเฉิน?”
เขาจงใจเน้นคำว่า “ซูเหรินเฉิน” เป็นพิเศษ สายตากวาดผ่านเตียงที่ยับย่นอย่างมีความหมาย ก่อนจะกลับไปหยุดอยู่บนใบหน้าของจ้าวเฉิน
จ้าวเฉินยังคงไม่พูดอะไร ทว่าทุกถ้อยคำและการกระทำของหลินซื่อกลับทำให้ความเย็นชาและโทสะในดวงตาของเขาแทบจับต้องได้
หลินซื่อไม่รู้สึกสำนึกสักนิดว่าตนเป็นขันทีแต่กลับบุกเข้าตำหนักของพระสนมยามวิกาล ทั้งยังลอบวางยาต่อหน้าต่อตา ท่าทีของเขาจองหองเสียยิ่งกว่าใคร
ราวกับไม่ใส่ใจความโกรธของจ้าวเฉิน หรือพูดให้ถูกก็คือ เขาไม่คิดว่าฮ่องเต้องค์ใหม่จะคุกคามตนได้
สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้ก็คือยั่วโทสะจ้าวเฉิน เพื่อให้แน่ใจว่าจ้าวเฉินจะลงมือกับเขา
หลังหลินซื่อพูดจบ ผ่านไปเนิ่นนานจ้าวเฉินจึงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเย็นเยียบประหนึ่งห่อหุ้มด้วยเกล็ดน้ำแข็ง “ผู้ถือตรามีอารมณ์สุนทรีย์ยิ่งนัก”
หลินซื่อเลิกคิ้ว หันกลับไปเผชิญหน้าเขา แถมยังขยับเข้าไปอีกครึ่งก้าว ทำให้ระยะห่างระหว่างทั้งคู่แคบลง
หลายปีมานี้จ้าวเฉินสูงขึ้นรวดเร็ว ตอนนี้สูงกว่าหลินซื่อเกือบครึ่งศีรษะ เพียงก้มตามองเล็กน้อยก็เห็นรอยกัดตรงลำคอด้านข้างของหลินซื่อ
