ปล่อยให้หนวนหน่อเล่นกับกระเรียนขาวอยู่ครู่หนึ่ง กู่ชิงเฟิงก็อุ้มเจ้าตัวเล็กกลับมายังมหาวิหารหลัก แล้วเริ่มบทเรียน
บนโต๊ะหยกเขียวมีคัมภีร์โบราณสีเหลืองหม่นวางกองอยู่หลายม้วน ล้วนเป็นต้นฉบับเคล็ดวิชาที่บรรพาจารย์แต่ละยุคเขียนด้วยตนเอง แม้แต่เจ้าสำนักทั่วไปยามรับตำแหน่ง ยังต้องจุดธูปชำระกายสามวันจึงจะเปิดอ่านได้
กู่ชิงเฟิงวางยวนหนวนหน่อไว้หน้าโต๊ะหยกเขียวตัวใหญ่ แล้วหยิบคัมภีร์ขลังคัมภีร์นำลมปรานขึ้นมาม้วนหนึ่ง เตรียมอ่านให้หนวนหน่อฟัง ไม่จำเป็นต้องเข้าใจก็ได้ ถือว่าเป็นการปูพื้นความรู้ให้นาง
“หนวนหน่อ เมื่อเข้าสำนักของข้าแล้ว ย่อมต้องเข้าใจในหลักเหตุผล”
กู่ชิงเฟิงนั่งขัดสมาธิข้างโต๊ะหยก แขนเสื้อกว้างทิ้งตัวลง ร่างทั้งร่างประหนึ่งเซียนผู้ถูกเนรเทศจากสวรรค์ ไร้ฝุ่นธุลีแปดเปื้อน
“เมื่อฟ้าดินแรกกำเนิด ความบริสุทธิ์กับความขุ่นมัวย่อมแยกจากกัน หมื่นสรรพชีวิตใช้ดวงจิตหยั่งรู้ทั่วจักรวาล รับพลังอันเที่ยงธรรมเข้าสู่เส้นลมปราณ...”
สุ้มเสียงทุ้มใสกังวานประหนึ่งโลหะกระทบศิลา ทุกถ้อยคำล้วนล้ำค่า ชักนำพลังวิญญาณในมหาวิหารให้สั่นพ้องแผ่วเบา กลายเป็นแสงระยิบระยับลอยขึ้นลงอยู่กลางอากาศ
หากบรรพชนขั้นแปรเทพหรือขั้นหลอมสุญตาในโลกภายนอกได้ยินเข้า เกรงว่าคงคุกเข่าขอรับวิถีเต๋าอยู่ตรงนั้น
ทว่าผู้ฟังตัวน้อยที่นั่งอยู่ตรงกลางโต๊ะ กลับใจลอยไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว
ยวนหนวนหน่อกะพริบดวงตากลมดำขลับ มองสำรวจรอบด้านอย่างใคร่รู้
เจ้าตัวเล็กกำลังอยู่ในวัยฟันขึ้น เหงือกจึงคันอยู่บ้าง พอเห็นม้วนคัมภีร์สีทองอร่ามตรงหน้าสวยงามนัก ก็อดไม่ได้ที่จะโน้มตัวเข้าไป แลบลิ้นน้อยสีชมพูออกมาเลียขอบหน้ากระดาษที่เปล่งแสงแผ่วเบา
เย็น ๆ แข็ง ๆ ไม่มีกลิ่นน้ำนมเลย
เจ้าตัวเล็กหดปลายลิ้นกลับอย่างผิดหวัง คิ้วเส้นเล็กจาง ๆ สองข้างขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
แต่ไม่นาน นางก็ถูกโต๊ะหยกเขียวใสใต้กายดึงดูดความสนใจอีกครั้ง
โต๊ะหยกทั้งตัวเนียนนุ่มดุจสายน้ำ มุมโต๊ะสลักลายเมฆและชายคาบินเล็กละเอียด งดงามเป็นประกายเขียวมรกตท่ามกลางแสงแดด ดูสวยราวกับลูกอมน้อยที่งามที่สุดในตลาดของโลกมนุษย์
