หลินอู๋หยางยืนอยู่หน้าประตูค่าย มองทหารใหม่ร้อยกว่าคนกำลังฝึกซ้อมอยู่ในลานฝึก ท่วงท่าแต่ละคนสะเปะสะปะ ทว่าส่งเสียงตะโกนกันดังไม่น้อย
จ้าวต้าจู้ยืนเท้าไม้ค้ำอยู่ท้ายแถว ตะโกนเสียงดังว่า “ซ้าย” “ขวา” ทหารใหม่เหล่านั้นก็ตะโกนตาม เสียงดังไปไกลจนหญ้าคาที่มุงอยู่บนหลังคาโรงเรือนสั่นพรู ฝุ่นร่วงกราวลงมา
“นายอำเภอจาง” เขาหันกลับไปเรียก “ทางเมืองเติงโจวมีข่าวมาหรือไม่?”
จางเหวินหย่วนเดินมาจากทางคลังเก็บของ ในมือกำจดหมายฉบับหนึ่งไว้ “ใต้เท้า ผู้พิพากษาเมืองเติงโจวส่งจดหมายมา บอกว่า ‘ผู้ช่วยบัญชาการปราบโจรสลัดญี่ปุ่นรับสมัครกองกำลังชาวบ้านเอง โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากกรมกลาโหม เกรงว่าจะขัดต่อระเบียบ’ ถ้อยคำไม่รุนแรงนัก แต่ความหมายชัดเจนยิ่ง คนทางนั้นมีผู้ไม่พอใจเรื่องนี้”
หลินอู๋หยางรับจดหมายมากวาดตาอ่านสองสามครั้ง พับเก็บใส่แขนเสื้อ “ตอบเขาไปว่า หน่วยปราบโจรสลัดญี่ปุ่นจัดตั้งขึ้นเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน ไม่ได้สังกัดกองรักษาการณ์ ไม่รับเบี้ยหวัดทหาร ทั้งจัดหาเสบียงและเลี้ยงดูตนเอง ขอให้เขาวางใจ”
จางเหวินหย่วนรับคำ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ใต้เท้า มีผู้ดีท้องถิ่นหลายตระกูลทางหนิงไห่โจว...ไม่ได้มอบเงินให้”
“ตระกูลใดบ้าง?”
“ตระกูลเฉิน ตระกูลอู๋ และตระกูลโจว ตระกูลเฉินมีที่นามากที่สุด อยู่ทางตะวันออกของหนิงไห่โจวติดทะเล อย่างน้อยก็มี 1,500 หมู่ ตระกูลอู๋เปิดร้านค้าประมง ตระกูลเฉินเป็นลูกค้ารายใหญ่ของพวกเขา ส่วนตระกูลโจวเป็นตระกูลเก่าแก่ในหนิงไห่โจว มีเส้นสายอยู่ในกองรักษาการณ์ ได้ยินว่ามีเครือญาติเกี่ยวดองกับผู้บัญชาการเถาแห่งกองรักษาการณ์จิ้งไห่”
หลินอู๋หยางฟังจบก็พยักหน้า ไม่ได้กล่าวสิ่งใด
สามวันต่อมา เกิดเรื่องขึ้นบริเวณชายฝั่งทางตะวันออกของหนิงไห่โจว
คลังข้าวของตระกูลเฉินถูกปล้น
คนปล้นมีไม่มาก ราวสิบกว่าคน สวมเสื้อผ้าสั้นหยาบเก่าขาด โพกผ้าบนศีรษะ ใบหน้าทาดำมอมแมม
