ในรัชศกหงอู่ เงินเดือนขุนนางนับว่าต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์
สำหรับจูหยวนจางแล้ว เงินเดือนที่เขากำหนดให้เพียงพอกินข้าว เช่าบ้าน และยังพอเก็บออมได้บ้างทุกเดือน เท่านี้ก็นับว่าสมบูรณ์แบบแล้ว
เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ จูหยวนจางยังจัดอาหารกลางวันให้สำนักฮั่นหลินหนึ่งมื้อด้วย
ไม่แปลกเลยที่ขุนนางในยุคหลังของราชวงศ์หมิงจะคิดหาหนทางกันสารพัด....
เฮ้อ พอได้เป็นขุนนางแล้วถึงรู้ว่าไท่จู่ช่างตระหนี่ยิ่งนัก!
หลินอู๋หยางเข้าเวรที่สำนักฮั่นหลินได้เจ็ดวัน ก็เกิดปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติต่ออาหารกลางวันที่สำนักกวงลู่ส่งมา
ทุกวันเมื่อถึงยามอู่สามเค่อ พอระฆังในโรงอาหารดังขึ้น พู่กันในมือเขาก็จะวางลงตรงเวลา จากนั้นลุกเดินไปทางประตู
วันนี้ก็ถึงยามอู่อีกครั้ง หลังหลินอู๋หยางวางชามเปล่าใบที่สี่ลง แล้วเอื้อมไปยกข้าวชามที่ห้า บริเวณประตูโรงอาหารก็พลันเงียบลง
ความเงียบนั้นผิดปกติ
ไม่ใช่เสียงสนทนาแผ่วเบาตามปกติ หากเป็นความเงียบกริบที่ถูกตัดฉับลงพร้อมกันในพริบตา
หลินอู๋หยางถือชามหันกลับไป เห็นคนผู้หนึ่งยืนย้อนแสงอยู่ตรงประตู รูปร่างไม่สูง สวมชุดลำลองสีดำสนิท คาดสายรัดเอวหนังเก่า ด้านหลังมีผู้ติดตามสามสี่คน
ในหัวเขาดังหึ่งขึ้นมา
จูหยวนจาง
ไม่รู้เหตุใดฮ่องเต้ชราจึงเกิดนึกครึ้มเสด็จมาตรวจดูสำนักฮั่นหลินในช่วงมื้อกลางวัน
ขุนนางหลายสิบคนที่นั่งอยู่ในโรงอาหารต่างพากันลุกขึ้น คุกเข่าลงกับพื้นเป็นแถว หลินอู๋หยางยังถือชามอยู่ในมือ จะคุกเข่าก็ไม่ใช่ จะยืนก็ไม่ใช่ จึงทำได้เพียงวางชามลงบนโต๊ะ แล้วคุกเข่าตามไป
“ลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้นเถิด” จูหยวนจางโบกมือ ก้าวยาว ๆ เข้ามา “ข้าเพียงผ่านมา เลยแวะดูสักหน่อย พวกเจ้ากินกันต่อเถิด”
