หลินอู๋หยางก้าวผ่านระเบียงทางเดิน พลางครุ่นคิดว่าจะเล่นละครตบตาหลี่จิ่งหลงให้แนบเนียนอย่างไรเมื่อได้พบกันในอีกครู่
จะแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือจะเปิดโปงเรื่องที่เขาวางยา แล้วกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ข้าหลินผู้นี้ประพฤติตรงไปตรงมา ยืนหยัดอย่างสง่าผ่าเผย” ดี?
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ประตูโถงหน้าก็แง้มอยู่ ภายในมีเสียงสตรีที่กดต่ำและเจือโทสะดังออกมา
“พี่ใหญ่! ท่านถึงกับวางยาเขา! ยังมียางอายอยู่หรือไม่!”
หลินอู๋หยางไม่คิดเลยว่าพอเปิดประตูเข้าไป จะเห็นหลี่โหย่วหรงกำลังทุบตีหลี่จิ่งหลง
“โหย่วหรง ฟังข้าอธิบายก่อน—” เป็นเสียงหลี่จิ่งหลงที่ฟังดูร้อนรน “ข้าทำไปก็เพื่อเจ้า! หากร่างกายเขาไม่ไหวขึ้นมา—”
“หุบปาก!”
เสียงทึบดังขึ้น ราวกับกำปั้นกระแทกเนื้อ ก่อนที่หลี่จิ่งหลงจะร้องโหยหวนออกมา
ยามหลินอู๋หยางผลักประตูเข้าไป ก็เห็นหลี่โหย่วหรงไล่ตามหลี่จิ่งหลงวิ่งวนทั่วห้อง มือหนึ่งกำม้วนภาพที่ไม่รู้ว่าหยิบมาจากที่ใด แล้วฟาดใส่แผ่นหลังของเขาไม่หยุด
หลี่จิ่งหลงกอดศีรษะหลบอยู่หลังโต๊ะ ท่านเฉากั๋วกงผู้สง่างาม ผู้มีฝีมือขี่ม้ายิงธนูโดดเด่นในจวนผู้บัญชาการทหารทั้งห้า กลับไม่กล้าตอบโต้ ได้แต่วิ่งวนรอบโต๊ะเท่านั้น
“พวกท่านหยุดตีกันได้แล้ว!” หลินอู๋หยางตะโกนจากหน้าประตู
คนทั้งสองในห้องพลันชะงักพร้อมกัน
หลี่โหย่วหรงหันขวับมา เห็นหลินอู๋หยางยืนอยู่บนธรณีประตู มือยังจับกรอบประตูไว้
ม้วนภาพในมือของนางชูค้างอยู่กลางอากาศ เส้นผมหลุดลุ่ยออกมาสองสามปอยจากการไล่ตีเมื่อครู่ แก้มแดงก่ำ ปลายจมูกมีหยาดเหงื่อผุดพราย
จากนั้นหลินอู๋หยางก็เห็นนางเปลี่ยนเป็นคนละคนภายในชั่วพริบตา
ม้วนภาพหล่นลงพื้นดังเพียะ นางยกมือจัดปอยผมข้างขมับอย่างรวดเร็ว แล้วจัดเครื่องประดับที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ สีแดงบนใบหน้าจางลงอย่างรวดเร็ว ลมหายใจกลับมาสม่ำเสมอ ไหล่ผ่อนคลาย มือทั้งสองประสานกันไว้เบื้องหน้า ก่อนก้มศีรษะเล็กน้อย ท่วงท่าสง่างามราวกับคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ก้าวออกมาจากตำราสอนสตรี
