“คุณคือหยางฝานใช่ไหม?” เสียงหญิงสาวไพเราะราวกับนกขมิ้นดังขึ้นจากด้านหลัง
พอได้ยินเสียง เขาก็รีบหันกลับไป ทว่าภาพที่เห็นกลับเป็นหญิงสาวใบหน้าซูบซีด
เสียงของอีกฝ่ายยังดูอ่อนเยาว์ ดวงตากระจ่างใส แต่ผิวกลับแตกระแหงเป็นหย่อม ๆ ดูราวกับคนชราที่ใกล้สิ้นอายุขัย
“คุณ... เอ่อ... ผมคือหยางฝานครับ” หยางฝานกล่าวอย่างสุภาพพลางค้อมคำนับ
อีกฝ่ายกวาดตามองหยางฝานตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างละเอียด จากนั้นก็ไม่พูดอะไร หันหลังเดินขึ้นชั้นบนไปทันที
เห็นภาพเช่นนี้ หยางฝานก็ยิ่งงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ตระกูลลั่วคุยเรื่องลงทุนกันแปลกดีแฮะ แล้วสัญญาของผมล่ะ?” หยางฝานคิดอย่างไม่เข้าใจ
ขณะที่หยางฝานกำลังสงสัย เงาร่างคุ้นตาก็เดินลงมาจากชั้นบน
เมื่อเห็นผู้มาใหม่ หยางฝานก็รีบลุกขึ้นคารวะ
เขาเคยพบคนผู้นี้มาก่อน นั่นคือผู้อาวุโสตระกูลลั่ว ลั่วเฉิงเฟิง ผู้ที่นั่งอยู่บนแท่นสูง
อีกฝ่ายเป็นเทพแท้ ๆ บัดนี้ยังนัดพบเขาตามลำพัง หยางฝานจะกล้าละเลยได้อย่างไร
“ปกติสัญญาลงทุนให้ทนายของตระกูลต่าง ๆ จัดการไม่ใช่หรือ? เหตุใดผู้อาวุโสตระกูลลั่วถึงออกมาด้วยตัวเอง หรือเห็นแววในตัวผมขนาดนั้น?” หยางฝานอดสงสัยไม่ได้
หยางฝานรู้จักประมาณตนดี แม้ครั้งนี้เขาจะแสดงฝีมือได้ไม่เลวในการประลองใหญ่ จนเข้าตาตระกูลใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขามีค่าพอให้ผู้อาวุโสอีกฝ่ายออกหน้ามาดึงตัว
“เสี่ยวหยาง ข้าเรียกเจ้าเช่นนี้ได้หรือไม่?” ลั่วเฉิงเฟิงเอ่ยด้วยสีหน้าอ่อนโยน
“แล้วแต่ผู้อาวุโสครับ” หยางฝานรู้สึกประหม่าไม่น้อยที่ได้รับความเอ็นดูเช่นนี้
เทพผู้หนึ่งอยู่ตรงหน้า แถมยังสุภาพกับเขาถึงเพียงนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ชวนให้รู้สึกแปลกพิกล
