วันนั้น จางซูฮั่นกับสวี่เฉิงอันเซ็นสัญญากับกองถ่ายเรียบร้อย แถมยังได้รับบทฉบับล่าสุดมาด้วย
ต้องบอกว่าคนเขียนบทนี่มีฝีมือจริง ๆ ใช้เวลาแค่บ่ายเดียวก็แก้บทใหม่เสร็จ ไม่อย่างนั้นจะเป็นนักเขียนได้ยังไงล่ะ ความเร็วในการพิมพ์นี่สุดยอดจริง ๆ!
ตอนยื่นบทให้เขา คนเขียนบทยิ้มจนหน้าบาน
ไม่รู้ทำไม พอเห็นจางซูฮั่น เขาก็รู้สึกเหมือนแรงบันดาลใจพรั่งพรูขึ้นมา
ไม่หิวน้ำ ไม่หิวข้าว ไม่รู้สึกว่าโต๊ะสกปรกด้วย นั่งลงปุ๊บก็เขียนอย่างเดียว
เรียกได้ว่าทุ่มเททั้งกายทั้งใจ
ความกระตือรือร้นทำให้เขานึกถึงช่วงที่เพิ่งเข้าวงการใหม่ ๆ ไม่รู้ตั้งนานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เขียนอย่างเต็มอิ่มแบบนี้
ถึงขั้นมีแรงบันดาลใจใหม่อีกด้วย เตรียมจะแก้บทภาคสองต่อเลย
หลังจัดการเรื่องตารางงานเสร็จ อาการเจ้าระเบียบของฉินมู่หยางก็กำเริบอีก เขาโหมทำงานล่วงเวลาจนจัดตารางงานฉบับล่าสุดให้จางซูฮั่น โดยลงรายละเอียดแม่นยำถึงระดับนาทีเหมือนเดิม
จางซูฮั่นเห็นแล้วตาค้าง รู้สึกว่าฉินมู่หยางมาเป็นผู้ช่วยให้ตัวเองนี่เสียของชัด ๆ ฝีมือขนาดนี้จะไปทำอะไรก็รุ่งทั้งนั้น
ฉินมู่หยางเพียงยิ้ม ไม่พูดอะไร
พอออกจากกองถ่าย ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
กองถ่ายเลิกงาน นักแสดงประกอบถอดชุดออกจากฉาก พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่เข็นรถส่งเสียงก๊อกแก๊กมุ่งหน้าไปตลาดกลางคืน กลิ่นหอมของเนื้อย่าง ข้าวผัด เต้าหู้เหม็น และกุ้งเครย์ฟิชลอยคลุ้งไปทั่วอากาศ
จางซูฮั่นสูดหายใจเข้าลึก ๆ กลิ่นอายชีวิตประจำวันโชยเข้าจมูก ทำให้ทั้งตัวรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
“ไปกัน เทียนเทียน วันนี้พี่จะพาไปกินของอร่อย!”
