เสียง “คัต” ดังขึ้น
จางซูฮั่นลืมตาขึ้นบนตั่งนอน ก่อนจะนิ่งอึ้งไปสองวินาที
ชั่วขณะนั้น แววตาของเขายังพร่าเลือน ความรู้สึกเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ในร่างกาย ราวกับวิญญาณของเซี่ยอี้ยังไม่หลุดออกจากตัวเขาไปอย่างสมบูรณ์
ความสงบนิ่งในวาระสุดท้ายของเซี่ยอี้ ความเหนื่อยล้าและปล่อยวางของคนที่มองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งแต่ไม่คิดจะพูดอะไร ล้วนค่อย ๆ จางหายไปจากตัวเขา
เขากะพริบตา ภาพตรงหน้าค่อย ๆ ชัดขึ้น สายตาที่เคยเลื่อนลอยกลับคืนสู่ความเป็นจริง
เหนือศีรษะคือแสงไฟจ้าจนแสบตา ข้างหูมีเสียงทีมงานเดินไปมาและพูดคุยกันอย่างอื้ออึง
เขายังมีชีวิตอยู่
เขาไม่ใช่เซี่ยอี้
เขาชื่อจางซูฮั่น
วินาทีต่อมา เขาก็หลุดออกจากบทบาทได้อย่างสมบูรณ์
“ดี! ยินดีกับเซี่ยอี้ที่ปิดกล้อง!”
เสียงผู้กำกับหวังดังมาจากหลังจอมอนิเตอร์ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้พับ แล้วปรบมือนำอยู่สองสามครั้ง
จากนั้นทั้งกองถ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายจัดฉาก ทีมไฟ ทีมกล้อง หรือนักแสดงคนอื่น ๆ ที่เมื่อครู่ยังจมอยู่กับบท ต่างก็ได้สติ ก่อนเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องกึกก้องจะดังขึ้น
“ยินดีด้วย ปิดกล้องแล้ว!”
“แสดงได้ดีมาก!”
“ซูฮั่น ยินดีด้วยนะ!”
เหล่าทีมงานพากันเข้ามาล้อมวง กล่าวแสดงความยินดีกันเซ็งแซ่
จางซูฮั่นรีบลุกขึ้นนั่งบนตั่ง สีหน้ายังดูเหม่อลอยเพราะดึงอารมณ์เมื่อครู่ออกมาไม่หมด แต่ริมฝีปากกลับอดยิ้มกว้างไม่ได้
เขาเกาหลังศีรษะอย่างเขิน ๆ พลางกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ขอบคุณทุกคนครับ! ขอบคุณผู้กำกับหวัง! ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนด้วยครับ เหนื่อยกันแล้วนะครับ!”
จังหวะนั้นเอง หวังกั๋วผิงเดินเข้ามาด้วยตัวเอง ในมือถือซองแดงใบหนึ่ง บนซองพิมพ์อักษรสีทองว่า “โชคดีมีชัย” ซองตุงแน่น ดูก็รู้ว่าข้างในคงไม่น้อย
เขาเดินมาหยุดตรงหน้าจางซูฮั่น แล้วยัดซองแดงใส่มือ ก่อนตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ สีหน้าพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด
