ดวงตะวันแผดจ้าแขวนอยู่กลางฟากฟ้าสีเทาหม่น ไร้เมฆสักก้อนบดบัง
ทะเลทรายสุดลูกหูลูกตาแผ่ขยายไปจนถึงเส้นขอบฟ้า ผืนดินเต็มไปด้วยทรายหยาบสีน้ำตาลอมเหลืองและเศษกรวดแตกหัก ยามสายลมพัดผ่าน เม็ดทรายละเอียดก็ฟุ้งขึ้น กลายเป็นฝุ่นสีเหลืองหม่นพร่ามัวบดบังทัศนวิสัยเบื้องหน้า
พื้นดินแห้งแตกระแหงเป็นรอยแยกสานไขว้กันราวใยแมงมุม พุ่มไม้เตี้ยแห้งตายบิดเบี้ยวปักอยู่ระหว่างเม็ดทรายกับก้อนหิน กิ่งก้านกลายเป็นสีเทาขาว
ลมร้อนพัดหวีดหวิวไม่หยุด พัดพาเม็ดทรายและกรวดกระแทกตัวถังรถดังกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบา อากาศที่ถูกความร้อนแผดเผาบิดเบี้ยวเล็กน้อย เส้นขอบฟ้าไกลลิบสั่นไหวขึ้นลง
คนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ในรถออฟโรด ส่วนท้ายรถมีลังโลหะใบหนึ่งวางอยู่
“พี่ อีกนานไหมกว่าจะถึง”
เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลถาม
เขาสูงโปร่ง ไหล่กว้างแผ่นหลังผึ่งผาย ใบหน้าคมคายสดใส ดวงตาสีดำสนิทเผยให้เห็นความกระตือรือร้นสดใสของวัยหนุ่ม
คนที่เขาถามมีผมยาวสีทองรวบเป็นหางม้าต่ำ ปล่อยลงมาด้านหลัง กำลังจับพวงมาลัยขับรถอยู่
“จะรีบไปไหน” อีกฝ่ายหัวเราะ “ยังต้องไปอีกไกล”
“ครับพี่” เด็กหนุ่มหดหัวกลับไปนั่งเรียบร้อยที่เบาะหลัง
เด็กหนุ่มผมสีส้มอีกคนส่งเสียงฮึในลำคอ “ถามมาตลอดทางกี่รอบแล้ว ไม่เห็นมีแผนที่หรือไง”
เสิ่นอวี่หัวเราะแหะ ๆ “ก็ระหว่างทางมันน่าเบื่อ เลยหาเรื่องคุยกับพวกนายไง”
ซูเจ๋อได้ยินดังนั้นก็เบนสายตาไปทางอื่น ก่อนเอ่ยว่า “งั้นมาคุยเรื่องสอบเข้าโรงเรียนกัน”
เสิ่นอวี่หงอยลงทันที “พอเถอะ ฉันกลัวจะตายอยู่แล้ว ไม่คิดเลยว่าโรงเรียนพิเศษจะมีสอบเข้าด้วย”
เสียงหยวนโหยวลอยมาจากเบาะหน้า “ไม่ต้องกังวล ข้อสอบทฤษฎีกับการฝึกภาคสนามแบ่งคะแนนกันอย่างละครึ่ง”
เสิ่นอวี่ทำท่าตัวสั่นงันงก “นั่นแหละที่ฉันกลัว! มีแค่ฝึกภาคสนามก็พอแล้ว ทำไมยังต้องสอบทฤษฎีอีกล่ะ”
ซูเจ๋อมองท่าทางไม่ได้เรื่องของเพื่อนสนิทแล้วอดหัวเราะไม่ได้ “นายก็สอบผ่านได้อยู่แล้ว จะกลัวอะไร”
เสิ่นอวี่เผยรอยยิ้มสดใสอีกครั้ง “บ่นเรื่องสอบก็เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งนี่นา”
คนกลุ่มนั้นหยอกล้อหัวเราะกันอยู่ครู่ใหญ่ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงกระแทกดังสนั่นขึ้น
สีหน้าของหยวนโหยวเคร่งขรึมขึ้น “มีคนอยู่บนรถ”
เสิ่นอวี่ถามอย่างสงสัย “พวกเราไม่ใช่คนหรือไง”
ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้—มีคนอยู่บนหลังคารถ
เขารีบบอก “เร่งความเร็ว สลัดมันให้หลุด!”
หยวนโหยวเร่งความเร็วอยู่แล้ว เขากดคันเร่งมิด ก่อนเหยียบคลัตช์เปลี่ยนเกียร์ “จับให้แน่น อีกเดี๋ยวอาจต้องเบรกกะทันหัน”
ความเร็วของรถเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่คนที่อยู่บนรถกลับยังไม่หลุดไปไหน
หยวนโหยวขับรถไปจนถึงริมหน้าผา เสียงลมหวีดหวิวอยู่ข้างหู เขาเหยียบเบรกกะทันหันแล้วหักพวงมาลัย รถไถลออกไปด้านข้าง น้ำหนักรถพลันเบาลง
ทุกคนดีใจได้เพียงชั่วครู่ วินาทีถัดมา ท้ายรถก็ถูกกรีดเปิดอย่างเรียบเนียน แสงสว่างส่องลอดเข้ามา
พวกเขาหันกลับไปมองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
ในเวลาเดียวกัน คนสวมหน้ากากคนหนึ่งโบกมือทักทายพวกเขา ในมือประคองลังโลหะที่พวกเขากำลังขนส่งอยู่
ซูเจ๋อเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ แววตาเคร่งขรึมขึ้น เขาจำลองส่วนที่ท้ายรถถูกทำลายขึ้นมาในชั่วพริบตา แล้วซัดมันเข้าใส่ผู้บุกรุก
แต่อีกฝ่ายยกแขนขึ้นปัดป้องไว้ได้
วินาทีต่อมา เสิ่นอวี่ก็พุ่งออกไปต่อสู้กับคนสวมหน้ากาก
หยวนโหยวหลับตาลงแล้วลืมขึ้นมาอีกครั้ง “แย่งกล่องคืนมาก่อน”
ซูเจ๋อรับคำ พลิกตัวข้ามเบาะหลังลงไปทางท้ายรถที่เปิดโล่ง แล้วพุ่งตรงไปแย่งกล่อง แต่ถูกวิชาต่อสู้ระยะประชิดของคนสวมหน้ากากขัดขวางจนบาดเจ็บไม่น้อย
ที่นี่คือทะเลทราย เป็นสนามถนัดของเสิ่นอวี่
จี้เยว่เคยอ่านในการ์ตูนว่า ความสามารถของเสิ่นอวี่ ตัวเอกเรื่อง《ผู้เดินทางในวันสิ้นโลก》คือควบคุมฝุ่นทราย ไม่ว่าจะใช้ทรายสร้างเกราะหรืออาวุธ หรือกระทั่งสร้างพายุทรายขนาดเล็กในช่วงหลัง ล้วนเป็นพลังที่พัฒนาต่อได้อย่างกว้างไกล
ก่อนหน้านี้ ตอนถกเถียงเรื่องพลังของตัวละคร จี้เยว่เคยวิเคราะห์อย่างกระตือรือร้นว่า หากเสิ่นอวี่อยู่ในทะเลทรายจะใช้ความสามารถแบบไหนได้บ้าง ตอนนี้ตัวเขาเองกลับมาอยู่กลางทะเลทราย กลายเป็นหนูทดลองเสียเอง ใบหน้าใต้หน้ากากจึงเผยรอยยิ้มขื่นขม
ยิ้มขื่นขมไปก็ไม่มีประโยชน์ ยังไงก็ต้องสู้กับกลุ่มตัวเอกอยู่ดี
เขาหลบหมัดของตัวเอกได้อีกครั้ง สนับมือที่สร้างจากทรายเฉี่ยวผ่านสีข้าง ทิ้งบาดแผลไว้เส้นหนึ่ง
วินาทีถัดมา เขาก็เตะเข้าที่ใบหน้าของตัวเอก
ขอโทษนะ ใบหน้าของท่านตัวเอก
จี้เยว่คิดโดยไม่ได้รู้สึกขอโทษแม้แต่น้อย
เสิ่นอวี่ถูกซัดจนล้มลงกับพื้น ตอนนี้เขายังอ่อนหัด สู้กับจี้เยว่ได้ไม่เท่าไร ซูเจ๋อเห็นว่าต่อให้ร่วมมือกับเสิ่นอวี่ ทั้งคู่ก็ยังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จึงกัดฟันจำลองก้อนหินใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลขึ้นมาอีกครั้ง แล้วซัดจากด้านหลังเข้าใส่คนสวมหน้ากาก
แต่คนสวมหน้ากากกลับหลบก้อนหินได้ ราวกับมีตาอยู่ข้างหลัง ก้อนหินพุ่งชนรถออฟโรดที่อยู่ไม่ไกล
รูม่านตาของซูเจ๋อสั่นไหว เขารีบควบคุมก้อนหินให้พุ่งกลับไปหาคนสวมหน้ากากอีกครั้ง ไม่ยอมให้รถออฟโรดของตัวเองต้องเสียหายไปมากกว่านี้
หยวนโหยวกระโดดลงจากที่นั่งคนขับ เตรียมเข้าร่วมการต่อสู้ ทว่ากลับเห็นคนสวมหน้ากากหัวเราะสั้น ๆ ขึ้นมา
เสียงนั้นสั้นเกินไป จนแยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง หรือมีอายุเท่าไร ทั้งยังจับข้อมูลอะไรไม่ได้เลย รู้เพียงว่าคนคนนี้ไม่ได้เป็นใบ้
อีกฝ่ายเอนตัวไปด้านหลัง ก้อนหินใหญ่ที่ซูเจ๋อควบคุมถูกตัดแบ่งเป็นสองส่วน วินาทีถัดมา คนคนนั้นก็หายไปหลังหิน
ทุกคนต่างตกตะลึงอย่างหนัก
ซูเจ๋อรีบวิ่งเข้าไป พลิกก้อนหินขึ้นดู แล้วพบว่าด้านหนึ่งถูกตัดจนเรียบลื่นราวกระจก แต่คนสวมหน้ากากกลับหายตัวไปแล้ว
หยวนโหยวเข้าไปตรวจดูอาการของเสิ่นอวี่ที่ล้มอยู่บนพื้น ทว่าชั่วขณะต่อมากลับได้ยินเสียงสตาร์ตรถ
คนสวมหน้ากากนั่งอยู่ในรถเสียแล้ว เขาโบกมือยั่วเย้าพวกเขา ก่อนขับรถออกไปทั้งที่พวกเขายังวิ่งไปไม่ถึง
เสิ่นอวี่ที่เพิ่งลุกขึ้นนั่ง: ……
หยวนโหยวกับซูเจ๋อที่วิ่งไปได้ครึ่งทาง แต่ก็ยังตามไม่ทัน: ……
จี้เยว่ที่มุดผ่านพื้นผิวกระจกของก้อนหิน แล้วปีนออกมาจากกระจกมองหลังในรถ: ฮี่ ๆ
เสิ่นอวี่มองทะเลทรายว่างเปล่า แล้วส่งเสียงร้องคร่ำครวญอย่างสิ้นหวัง
ซูเจ๋อ: ……ชิ
หยวนโหยวกอดอก ครุ่นคิดอย่างใช้ความคิด
จี้เยว่ขับรถไปตามทาง พลางมองแผนที่นำทางบนโทรศัพท์ แล้วอดคิดไม่ได้
เดี๋ยวนะ รู้ว่าเป็นช่วงแรกของเรื่องก็จริง แต่ทำไมกลุ่มตัวเอกถึงอ่อนหัดขนาดนี้? ไม่ฝึกการต่อสู้กันให้ดีหรือไง ตอนเรียนเอาเวลาไปทำอะไรกัน?
บาดแผลตรงสีข้างเจ็บอยู่บ้าง เศษทรายซึมเข้าไปในเนื้อ เขาใช้ชุดต่อสู้กดห้ามเลือดไว้ชั่วคราว
จี้เยว่แยกเขี้ยว เผยสีหน้าอดกลั้นความเจ็บปวด
แล้วเขาก็คิดอีกว่า ในกล่องใบนี้มีอะไรกันแน่
คิดเช่นนั้นแล้ว เขาก็อดก้มลงมองไม่ได้
แอบดูสักแวบก็พอ แวบเดียวเท่านั้น
แค่แวบเดียวคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
วินาทีต่อมา เขาก็ทำตามใจตัวเอง เปิดกล่องออก
ภายในกล่องมีแสงกะพริบ แสงนั้นซึมผ่านมือข้างที่เขาใช้เปิดกล่องเข้าไปในฝ่ามือ แล้วไหลไปตามเส้นเลือดบนแขน ก่อนที่บางสิ่งอุ่นร้อนจะแทรกซึมเข้าไปยังตำแหน่งหัวใจของเขา
จี้เยว่: ……
จี้เยว่: ? หา?
จี้เยว่: อ๊ากกกกกกกกกกกกกก
เขากรีดร้องอยู่ในใจ แล้วเปิดกล่องดูอีกครั้ง
ข้างในว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย
จี้เยว่: ……
จี้เยว่รู้สึกว่าตัวเองคงไม่รอดแน่แล้ว
