ซางอวี่ยิ้มแล้วปฏิเสธ “เพลงนั้นฉันเกิดแรงบันดาลใจจากสามี อีกอย่างฉันก็ไม่ค่อยมีความสามารถด้านการแต่งเพลง
เรื่องนี้มันเป็นเรื่องบังเอิญ คงไม่ไปกองศิลปวัฒนธรรมหรอก ไม่อยากไปโชว์ความรู้แค่นิดหน่อยให้พวกมืออาชีพอย่างคุณดูเป็นเรื่องเป็นราว”
“สหายซาง พูดอย่างนี้ถือว่าถ่อมตัวเกินไปแล้วนะ” ผู้การหวังยังพยายามจะชักชวน
แต่หลิวเจิ้นตงคว้าแขนของเขาไว้เสียก่อน
“หมอซาง กลับบ้านก่อนเถอะ ดึกขนาดนี้ลูกต้องตามหาแล้ว”
ซางอวี่ยิ้มแล้วพยักหน้า “ฉันขอกลับก่อนนะ”
เธอทักทายทุกคนจบค่อยหันหลังก้าวยาว ๆ ออกไป
ผู้การหวังมองหลิวเจิ้นตงที่ยืนอยู่ข้างตัวด้วยสีหน้าขุ่นเคือง “ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลิว ทำแบบนี้ก็เกินไปแล้วนะ!
ผมแทบจะไม่ได้เจอสหายที่มีความสามารถแบบนี้เลย
ผมแค่อยากให้เขามีชื่ออยู่ในกองศิลปวัฒนธรรมของเราสักตำแหน่ง ไม่ใช่ให้เขามาทำงานที่นี่ทุกวันสักหน่อย
แค่นี้คุณยังไม่ยอม คุณก็เอาเป็นเอาตายเกินไปแล้ว”
หลิวเจิ้นตงมองเขา “นึกว่าหมอซางมีเวลามาก ๆ รึไง?
เขาต้องเอาเวลาไปทุ่มเทให้การช่วยชีวิตและรักษาคนไข้ ต้องศึกษายาและวางแผนการรักษาให้คนไข้
ยังต้องวิจัยยาพิเศษที่เขาพูดถึงด้วยตัวเองอีก
คุณรู้ไหมว่ายาพิเศษของหมอซางช่วยเหลือนักรบของเราได้มากแค่ไหน?
แล้วคุณยังจะให้เขาแต่งเพลง เวลาที่คุณทำให้เขาเสียไปแต่ละนาทีคือความไม่รับผิดชอบต่อบรรดานักรบทั้งหลาย”
ผู้การหวังเบิกตากว้าง “พูดอย่างกับอย่างนั้นจริง ๆ
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลิว คุณต้องรู้ไว้ว่าทุกตำแหน่งล้วนมีเกียรติและศักดิ์สิทธิ์
