ซางอวี่เหลือบมองเฉินเสี่ยวเสี่ยวที่ยังร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด พลางขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ
“จะร้องไห้ทำไมกัน เธอเข้ามาก็ใส่ร้ายฉันเลยแท้ ๆ แทบจะทำลายชื่อเสียงของฉัน ฉันยังไม่ร้องไห้เลย เธอร้องทำไม” ซางอวี่ถามเรียบ ๆ
“เจ็บ” เฉินเสี่ยวเสี่ยวสะอึกสะอื้น
ตั้งแต่เล็กจนโต อย่าว่าแต่ถูกใครตีเลย แค่โดนด่าเธอก็ไม่เคยเจอ
แขนของเธอต้องหักแน่ ๆ
ฮือ ๆ ต่อไปเธอคงกลายเป็นคนพิการแล้ว
“หุบปาก ขอโทษ” น้ำเสียงของซางอวี่พลันเย็นชาขึ้นมา
เสียงร้องไห้ของเฉินเสี่ยวเสี่ยวชะงักกึก เมื่อถูกซางอวี่จ้องเขม็งเช่นนั้น เธอก็สั่นสะท้าน พลางพูดสะอื้นว่า “ขอโทษ”
“ทำไมเธอต้องขอโทษฉัน บอกมาให้ชัดเจน” ซางอวี่ไม่พอใจ
ขอโทษลอย ๆ แบบนี้ ดูก็รู้ว่าไม่มีความจริงใจ แถมยังไม่ได้สำนึกผิดอย่างจริงจังในความผิดของตัวเองอีกต่างหาก
ในฐานะผู้สืบทอดสังคมนิยมผู้มีอุดมการณ์แน่วแน่ เธอต้องช่วยเหลือสหายที่มีความคิดไม่ถูกต้องเหล่านี้ให้แก้ไขความคิดอันบิดเบี้ยวของตนเสีย
สำนึกผิดอย่างลึกซึ้ง แสวงหาความจริงจากข้อเท็จจริง
“เธอ เธอน่ะ” เฉินเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกน้อยใจเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่ซางอวี่ไม่เป็นอะไรเลย คนที่แขนหักคือเธอ แต่สุดท้ายเธอกลับต้องเป็นฝ่ายขอโทษ
ด้วยเหตุผลอะไรกัน
“ก็เพราะพวกเธอปฏิบัติต่อกันไม่มีระยะห่างที่เหมาะสม ฉันถึงเข้าใจผิด ถ้าพวกเธอไม่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเลย ฉันจะเข้าใจผิดได้ยังไง” เฉินเสี่ยวเสี่ยวพูดเสียงดัง
ไม่ได้ เธอเป็นคนมีศักดิ์ศรี ต่อให้เจ็บตายก็ไม่มีทางยอมรับง่าย ๆ หรอก
