ความอัดอั้นหนักหน่วงสั่นสะเทือนอยู่ในอกของซางอวี่
หลินไป๋สัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของซางอวี่ เขาลองเอ่ยถามขึ้นว่า “อาจารย์ซาง คุณไม่เป็นอะไรนะครับ”
ซางอวี่ได้สติกลับมา “ไม่เป็นไรค่ะ นึกถึงเรื่องที่บ้านขึ้นมาน่ะ”
“ขอโทษด้วยนะครับ ที่ผมทำให้เสียเวลาอาจารย์ซาง” หลินไป๋หน้าแดงขึ้นอย่างที่ไม่ค่อยเป็น เขามีคำถามมากมายที่ต้องขอคำชี้แนะจากซางอวี่
ซางอวี่ยิ้ม “งั้นฉันกลับก่อนนะคะ”
“ครับ” หลินไป๋รับคำ แล้วหันไปกำชับหลี่เฉิงที่อยู่ข้างๆ “เสี่ยวเฉิง รบกวนนายด้วยนะ”
“ไม่รบกวนหรอกครับพี่เขย สหายซาง เชิญขึ้นรถก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมตามไป” หลี่เฉิงพูด
“ได้ค่ะ” ซางอวี่รับคำ บอกลาหลินไป๋ แล้วก็ขึ้นรถ
“เสี่ยวเฉิง มีอะไรอีกหรือเปล่า” หลินไป๋เห็นหลี่เฉิงยังไม่ขึ้นรถ จึงถามขึ้น
“เมื่อกี้ผมให้พ่อครัวใหญ่ทำกับข้าวไว้สองสามอย่าง เราใช้เวลานานขนาดนี้ สหายซางกลับบ้านไปคงทำกับข้าวไม่ทันแล้ว
ที่บ้านเธอมีคนป่วยหลายคน“ หลี่เฉิงพูดพลางเดินไปที่ร้านอาหารของรัฐ
หลินไป๋เดินตามเข้าไป “คนป่วยที่บ้านเธอเป็นยังไงบ้าง เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”
หลี่เฉิงมองพี่เขยของตัวเองอย่างจนใจ
พี่เขยเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับวิชาแพทย์จริงๆ
เขาไม่ได้อยากรู้เรื่องส่วนตัวของซางอวี่ แต่อยากรู้ว่าอาการป่วยแบบไหนที่ต้องให้ซางอวี่ใช้เวลาดูแลนานขนาดนี้
แต่เขาพูดออกไปไม่ได้
“พี่เขย อย่าถามเลยครับ ครอบครัวของสหายซางค่อนข้างซับซ้อน นายอำเภอเป็นคนจัดการเอง ผมบอกอะไรมากกว่านี้ไม่ได้” หลี่เฉิงพูด
