บ้านของหลี่ต้าซานสร้างไว้ดีทีเดียว
แต่ลานบ้านกลับไม่ค่อยเป็นระเบียบ ฟืนกองเอียงกระเท่เร่ มีหญ้าขึ้นอยู่บ้าง ปลูกผักกาดขาวไว้สองแถว ผักใบเล็กอีกสองแถว แต่หญ้ารอบ ๆ ก็ยังถอนออกไม่หมด
หลี่เสี่ยวซานอธิบายเสียงเบาว่า “ที่บ้านมีแค่ผมคนเดียวที่ทำงาน บางทีก็ดูแลไม่ทั่วถึงครับ”
เขารู้สึกอับอาย บ้านรกเละเทะแบบนี้ น่าอายจริง ๆ
เขาคิดว่าซางอวี่ต้องรังเกียจแน่ ๆ
ซางอวี่ยิ้มปลอบว่า “เสี่ยวซาน เธอทำได้ดีมากแล้วนะ เธอยังเป็นแค่เด็ก แต่ทำได้ตั้งขนาดนี้ เก่งมากจริง ๆ”
หลี่เสี่ยวซานเงยหน้ามองซางอวี่ แววตาสว่างไสวขึ้นทันที
พี่สาวคนสวยพูดจาเพราะจริง ๆ
ซางอวี่ยังไม่ทันเข้าประตู ก็ได้ยินเสียงไอหนัก ๆ อย่างอัดอั้นดังมา
“แม่ครับ ผมพาหมอมาตรวจอาการให้แล้ว” หลี่เสี่ยวซานเดินเข้าบ้านอย่างกระตือรือร้น
หวังหลานฮวากำลังพิงเตียงอยู่ แทบหายใจไม่ออก หลี่เสี่ยวซานรีบยื่นน้ำให้ หลังจากดื่มไปสองสามอึก หวังหลานฮวาถึงค่อยหายใจได้คล่องขึ้น
“คุณหมอ รบกวน... รบกวนคุณแล้ว” หวังหลานฮวาพูดเพียงประโยคเดียวก็ต้องหอบหายใจหลายครั้ง
“คุณป้า ไม่ต้องพูดนะคะ ค่อย ๆ หายใจ อย่าเพิ่งรีบร้อน” ซางอวี่ปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หวังหลานฮวาทำตามที่ซางอวี่บอก การหายใจจึงคล่องขึ้นมาก
ซางอวี่เดินเข้าไปใกล้ “ฉันขอตรวจอาการให้คุณหน่อยนะคะ”
หวังหลานฮวาพยักหน้า
ซางอวี่จับชีพจรให้หวังหลานฮวาอย่างละเอียด...
อาการของเธอคือโรคสะสมในปอด ซึ่งเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว
