ซานฉีพยักหน้า “ก็เพราะหนานซินเตือน ข้าถึงนึกขึ้นมาได้”
“เมื่อสองปีก่อน ตอนข้าถูกพากลับตระกูลอี้ว์ ข้าเจอปรากฏการณ์กำแพงผีแถบชานเมืองหลวง” ซานฉีเกาศีรษะ “ตอนนั้นข้าช่วยคนผู้หนึ่งไว้ ก็คือท่านนั่นเอง แต่เวลานั้นข้ารีบร้อนกลับตระกูลอี้ว์ เห็นท่านเลือดท่วมหน้า เรื่องนี้ข้าจึงลืมไปเสียสนิท”
“ขออภัยด้วย เยี่ยนตู้”
แสงในดวงตาของนายทหารหนุ่มสกุลเยี่ยนค่อย ๆ มอดดับ เขาหลุบตาลง ไม่รู้กำลังคิดสิ่งใดอยู่
ซานฉีเห็นเขาเงียบงัน จึงลูบจมูก “หรือว่าข้าจำผิดอีกแล้ว?”
“ไม่ใช่” เยี่ยนตู้เงยหน้าขึ้น ยิ้มให้นาง “กินมื้อเย็นหรือยัง?”
ซานฉีส่ายหน้า พลางชี้ไปยังของกำนัลเหล่านั้น
เยี่ยนตู้กล่าว “มอบให้เจ้าแล้วก็เป็นของเจ้า หากไม่ชอบก็วางไว้เถิด”
เขาสูดลมหายใจเบา ๆ รอยยิ้มฝืนอยู่บ้าง “ข้าจะไปเปลี่ยนชุดก่อน อีกสักครู่ค่อยกินด้วยกัน”
“ได้”
หลังเยี่ยนตู้จากไป ซานฉีก็เอียงศีรษะอย่างฉงน เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าเยี่ยนตู้ไม่ค่อยพอใจนัก?
หรือเป็นเพราะนางจะคืนของกำนัลให้เขา?
พอเยี่ยนตู้กลับถึงห้อง สีหน้าก็พลันเคร่งขรึมลง เขาสูดลมหายใจลึกด้วยความขุ่นเคือง ก่อนยกข้อมือขึ้นจ้องเชือกแดงเส้นนั้น
“นางลืมข้าเสียหมดสิ้นจริง ๆ...”
นายทหารหนุ่มคิดจะถอดเชือกแดงออก ท้ายที่สุดก็ทำใจไม่ได้
เมื่อนึกถึงเรื่องที่วันนี้นางวุ่นวายตลอดทั้งวันเพื่อทำ ‘น้ำแกงอุ่นกายสงบจิต’ ให้เหล่าทหารใต้บังคับบัญชา คนอื่นไม่รู้ว่าน้ำแกงนั้นคือสิ่งใด แต่เขาจะเดาไม่ออกได้อย่างไร?
“ซานฉี” เยี่ยนตู้พึมพำชื่อนาง เขามีถ้อยคำมากมายอยากบอกนาง ทว่าทุกครั้งพอคำมาถึงริมฝีปากกลับเอ่ยไม่ออก ราวกับมีพลังไร้รูปบางอย่างขัดขวางมิให้เขาพูด
เรื่องราวในอดีตระหว่างเขากับนางกล่าวถึงไม่ได้ เอ่ยขึ้นมาก็ไม่ได้
ราวกับเป็นอดีตที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ดำรงอยู่
เยี่ยนตู้ปรับอารมณ์จนสงบ เปลี่ยนไปสวมชุดลำลองแล้วออกจากห้อง ความหม่นหมองบนกายพลันถูกเก็บงำจนหมดสิ้น
