สวี่ฉางหลิวกลับจวนอย่างเร่งร้อน เขาแทบรอไม่ไหวที่จะนำเรื่องนี้ไปบอกท่านย่า
เพิ่งก้าวเข้าเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าสวี่ ก็เห็นแสงเทียนสว่างไสว บ่าวไพร่เดินเข้าออกกันขวักไขว่
สวี่ฉางหลิวใจหายวาบ รีบคว้าตัวแม่นมที่เดินผ่านมาถามว่า “เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ ท่านย่าเป็นอะไรไปหรือไม่?”
เมื่อแม่นมหวังเห็นเขา ก็ฉุดแขนพาเข้าไปในห้องทันที “ซื่อจื่อ ท่านหายไปที่ใดมา! เมื่อครู่ต้นซิ่งในลานจู่ ๆ ก็ใบร่วงจนหมด ฮูหยินผู้เฒ่าตื่นตระหนกจนโรคไอกำเริบอีกแล้ว”
“ท่านก็รู้ว่าต้นซิ่งต้นนั้นซานเหนียงปลูกด้วยมือตนเอง ตลอดหลายปีมานี้มันเขียวชอุ่มอยู่เสมอ แม้แต่ฤดูหนาวก็ไม่เคยผลัดใบ เมื่อครู่ฮูหยินผู้เฒ่าเผลอคิดไปในทางร้าย...”
สวี่ฉางหลิวไหนเลยจะสนใจว่าแม่นมหวังพูดอะไร เขาก้าวยาว ๆ พุ่งเข้าไปในห้อง
ฮูหยินผู้เฒ่าสวี่สวมผ้าคาดหน้าผาก เอนกายพิงหัวเตียง เรี่ยวแรงและชีวิตชีวาลดน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก ทั้งร่างดูอ่อนเปลี้ย ใบหน้าซีดเซียว ไร้ชีวิตชีวา แม้ทรวงอกยังขยับขึ้นลงอยู่
สวี่ฉางหลิวเจ็บปวดใจยิ่งนัก จึงถามหมอที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างเตียงว่า “อาการของท่านย่าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“นับเป็นโชคดีที่มียาลูกกลอนฉางอันของหมิงฮวาเตียนจู่ช่วยไว้ อาการของฮูหยินผู้เฒ่าจึงทรงตัวแล้ว ทว่าท่านอายุมากแล้ว ไม่อาจได้รับความกระทบกระเทือนอีกเป็นอันขาด”
สวี่ฉางหลิวพยักหน้า ในใจยิ่งสำนึกบุญคุณซานฉี
“พวกเจ้าออกไปก่อน ข้ามีเรื่องจะพูดกับท่านย่า”
เมื่อบ่าวไพร่ถอยออกไปหมดแล้ว สวี่ฉางหลิวจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ เขาคุกเข่าลงข้างเตียง กุมมือของหญิงชราไว้
