“ท่านอาหญิงเล็ก! ข้าเอง ข้าคือฉางหลิว! ท่านยังจำข้าได้หรือไม่?”
สวี่ฉางหลิวสะอึกสะอื้นจนพูดไม่เป็นคำ แววตาของคุณหนูสวี่สามไหววูบ ก่อนจะค่อย ๆ เปล่งประกาย นางยื่นมือสั่นเทาไปกุมมือสวี่ฉางหลิว เส้นเอ็นปูดนูนขึ้นบนมือผอมแห้งราวกรงเล็บไก่
“ฉางหลิวน้อย...เจ้า...เติบใหญ่แล้ว...”
สวี่ฉางหลิวพยักหน้าแรง ๆ “ท่านอาหญิงเล็ก อย่ากลัวไปเลย ข้าจะพาท่านกลับบ้านเดี๋ยวนี้! ท่านย่าคิดถึงท่านอยู่เสมอ ทุกคนในบ้านต่างก็คิดถึงท่านมาตลอด”
เสียงสะอื้นแผ่วเบาหลุดจากลำคอคุณหนูสวี่สาม ทว่าไม่นานนางก็เริ่มกระวนกระวาย
“เหตุใดจึงมีเพียงพวกเจ้าสองคน?”
“พวกเจ้ามากันตามลำพังหรือ? ไม่ได้การ ออกไปเช่นนี้ไม่ได้ ฉางหลิว พวกเจ้ารีบไปเถิด อย่าให้หญิงชั่วสกุลเมิ่งรู้ว่าพวกเจ้าอยู่ที่นี่...”
สวี่ฉางหลิวไหนเลยจะยอมรับปาก ซานฉีทรุดนั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ “ยามนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะพาคุณหนูสวี่สามออกไปจริง ๆ”
“ข้าจะทิ้งท่านอาหญิงเล็กไว้ที่นี่ไม่ได้ นางถูกทรมานจนเป็นเช่นนี้แล้ว!” สวี่ฉางหลิวขอบตาแดงก่ำ “หากนางอยู่ต่อ ต้องถูกทรมานจนตายแน่!”
ซานฉีกล่าวอย่างสงบนิ่ง “หากเจ้าพานางหนีไปยามนี้ ก็เท่ากับแหวกหญ้าให้งูตื่น เปิดโอกาสให้ฮูหยินปั๋วยวนโหวทำลายหลักฐาน ยิ่งกว่านั้น ด้วยกำลังของเจ้าคนเดียว จะพานางออกไปอย่างปลอดภัยได้หรือ?”
สวี่ฉางหลิวพูดไม่ออก ทั้งยังรู้ว่าซานฉีพูดถูก
เขานึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงมองซานฉีด้วยแววตาวาวโรจน์ “จวิ้นจู่ ท่านมีวิธีใช่หรือไม่? ขอเพียงช่วยท่านอาหญิงเล็กของข้าได้ ชีวิตนี้ของสวี่ฉางหลิวก็เป็นของท่าน!”
ซานฉีเหลือบมองเขา “เก็บชีวิตของเจ้าไว้กับตัวเองเถิด”
นางหันไปกล่าวกับคุณหนูสวี่สาม “หากคุณหนูสามยินดีเชื่อข้า ก็โปรดรออีกสองวันอย่างสบายใจ ข้ารับรองว่าไม่เกินสองวัน พวกเราจะไปรับท่านกลับจวนติ้งเป่ยโหวอย่างเปิดเผยแน่นอน!”
คุณหนูสวี่สามมองซานฉีอย่างเหม่อลอย ยามวิญญาณหลุดจากร่าง นางสับสนเลือนราง ความทรงจำก็พร่าเลือนยิ่งนัก
ทว่านางยังจำเสียงของซานฉีได้
