ซานฉีเพิ่งออกจากหอเป่าชุนก็ถูกขวางไว้
คนที่ขวางนางไว้คือสาวใช้ของอี้ว์ถัง มีนามว่าโม่เซียง “คุณหนูสาม คุณหนูสี่เชิญท่านไปพบเจ้าค่ะ”
ซานฉียังไม่ทันเอ่ยปาก หนานซินก็ขวางประหนึ่งเทพเฝ้าประตู พลางแค่นเสียงว่า “ตัวอะไรถึงกล้าให้จวิ้นจู่เสด็จไปพบด้วยตนเอง? อ้อ ที่แท้ก็คุณหนูสี่แห่งจวนอี้ว์จู่ปู้ นี่อย่างไรเล่า สำนึกผิดแล้วจึงมาคุกเข่าขออภัยจวิ้นจู่ของพวกเราหรือ?”
“หรือในที่สุดก็ตัดสินใจปลงผมบวชเป็นแม่ชีแล้ว?”
ปากน้อย ๆ ของหนานซินพรั่งพรูไม่หยุด ราวกับเคลือบน้ำผึ้งไว้
อย่าว่าแต่โม่เซียงเลย แม้แต่อี้ว์ถังบนรถม้าก็แทบเป็นลม
นางแทบอยากหลบกลับจวนเสียให้พ้น ทว่านางทำเช่นนั้นไม่ได้!
ยา 3 เม็ดนั้นไม่รู้เป็นอะไรไป หลังจากพี่เยว่ไป๋นำกลับไปให้ฮูหยินผู้เฒ่ากิน กลับไม่ได้ผลแม้แต่น้อย ทั้งยังทำให้ฮูหยินปั๋วยวนโหวถูกลงโทษให้คุกเข่า
พี่เยว่ไป๋มาหานางอีกครั้ง แม้ยังคงมาขอยาและมีท่าทีเช่นเดิม แต่อี้ว์ถังก็สัมผัสได้ถึงความขุ่นเคืองที่พุ่งมาทางนางเล็กน้อย
เรื่องนี้ทำให้อี้ว์ถังกระวนกระวายใจยิ่งนัก นางอยากมาหาซานฉี ทว่าคนที่ส่งไปยังเข้าใกล้จวนแม่ทัพไม่ทันไรก็ถูกไล่กลับมา
วันนี้ในที่สุดนางก็พบซานฉีแล้ว จะปล่อยโอกาสนี้ไปได้อย่างไร
ผู้คนที่มามุงดูเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ซานฉีก้าวขึ้นรถม้าอย่างไม่เร่งร้อน โม่เซียงเห็นดังนั้นก็ร้อนใจ “คุณหนูสาม คุณหนูสาม อย่าเพิ่งไปเจ้าค่ะ”
อี้ว์ถังไม่สนใจสิ่งใดอีกแล้ว นางรีบลงจากรถม้า ดวงตาคลอหยาดน้ำ ทำท่าอ่อนแอราวกิ่งหลิวต้องลม ชวนให้ผู้พบเห็นเวทนา
“พี่สาม พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เหตุใดท่านต้องใจร้ายถึงเพียงนี้ แม้แต่พบหน้าข้าสักครั้งก็ไม่ยอมเชียวหรือ?”
“ข้ารู้ว่าบัดนี้ท่านมีฐานะเป็นจวิ้นจู่แล้ว ตระกูลอี้ว์คงไม่อาจเอื้อมถึง แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นพี่น้องร่วมมารดากันนะ”
