ซูอู๋ตู้เห็นว่าซูจืออีใส่ใจกับลายมือของตนมาก จึงปิดสมุดเล่มนั้นเลื่อนไปด้านข้าง
“แต่ถ้าจืออีอยากเรียนเขียนพู่กัน ข้าสอนให้เองก็ได้ เพราะอย่างไรเสียเจ้าก็เป็นภรรยาของที่ทำการ ภายภาคหน้าคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจัดบัญชี ดูแลกิจธุระในที่ทำการไม่ว่าเล็กหรือใหญ่”
ซูจืออีหลุบตาลง ครุ่นคิด แล้วตอบว่า “ผู้น้อยเรียนเองได้”
ซูอู๋ตู้ทำสีหน้าเหมือนคนอกหัก “จืออีรังเกียจลายมือข้าหรือ”
“ผู้น้อยแค่ไม่อยากให้ท่านเหนื่อยเกินไป” ซูจืออีส่ายหน้าทันที “ลายมือท่าน…งดงามยิ่ง”
งดงามเช่นเดียวกับตัวท่าน
ท่านเจ้าสำนักคนหนึ่งส่งเสียง “อืม” ในลำคอ หยอกเย้าว่า “สอนเจ้าเขียนหนังสือจะนับเป็นความเหน็ดเหนื่อยได้อย่างไร ชัดๆ คือความเพลิดเพลินต่างหาก”
ซูจืออีมองเขาอย่างเคลือบแคลง
“ข้าหมายถึง—” ซูอู๋ตู้แก้คำอย่างใจเย็น “—ผ่อนคลาย”
ซูจืออีเม้มปากครุ่นคิดพักหนึ่ง เหลือบมองซูอู๋ตู้ ก่อนจะกล่าวเบาๆ “…ขอบคุณท่านที่ชี้แนะ”
ซูอู๋ตู้พอใจแล้ว เผยจุดประสงค์ที่แท้จริง “บ้านทั่วๆ ไปหาอาจารย์ผู้สอนยังต้องเสียค่าเล่าเรียน จืออีคิดจะนำสิ่งใดมาเป็นของไหว้ครูเล่า”
ซูจืออีอึ้งไป ครุ่นคิดว่าคงต้องไหว้ครูอย่างเป็นทางการ ถามว่า “ท่านต้องการเนื้อตากแห้งเช่นกันหรือ”
ซูอู๋ตู้หัวเราะออกมา ดวงตาย่นโค้ง
“ข้ามิได้ขาดเนื้อกิน เหตุใดจืออีจึงไม่คิดอะไรแปลกใหม่บ้าง”
ซูจืออีถามเสียงเบา “เช่นนั้นท่านต้องการสิ่งใดหรือ”
ซูอู๋ตู้ขยับเข้าใกล้ขึ้นอีกหน่อย “จืออีลืมแล้วหรือ ข้าชอบกินน้ำตาลก้อน”
