เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางความเงียบงัน
ซูอู๋ตู้ให้คนย้ายแฟ้มข้อมูลและเอกสารมารายงานที่ศาลาริมน้ำ เขาว่าสถานที่แห่งนี้ปลอดโปร่งกว่าเรือนฟังฝนมาก
ซูจืออีจึงนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ในศาลา ห่างจากนายท่านเพียงไม่กี่ก้าว หลังตั้งตรง กระทั่งลมหายใจยังเบาแผ่ว เกรงว่าจะรบกวนนายเบื้องกาย
ซูอู๋ตู้เหลือบตาขึ้นจากเอกสารเป็นครั้งคราว พอเห็นท่าทีเหมือนนั่งอยู่บนเข็มหมุดของอีกฝ่ายก็รู้สึกทั้งขำทั้งหมั่นไส้ แต่ก็ขี้เกียจเอ่ยปากอะไรอีก
ริมทะเลสาบเงียบสงัด มีเสียงปลากระโจนพ้นผิวน้ำดังแว่วมาเป็นระยะ ลมโชยอ่อน ๆ พัดพาไอความชื้นมาแผ่วเบา ซูอู๋ตู้โปรดปรานการชมทิวทัศน์ที่นี่ยิ่งนัก
ใกล้เที่ยงวัน หมอเฉินยกน้ำยาที่เพิ่งตุ๋นเสร็จเข้ามา
กลิ่นยาขมเข้มฟุ้งกระจายในอากาศทันที
ซูจืออีสวมหน้ากากที่วางอยู่บนตักกลับเข้าที่อย่างรวดเร็ว
ซูอู๋ตู้ขมวดคิ้วเพราะกลิ่นยาแรงที่ลอยมาโดยไม่ทันตั้งตัว ชายหนุ่มเหลือบมองไปทางนั้นแวบหนึ่ง
มันเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในสีหน้า
แต่ซูจืออีกกลับจับสังเกตได้ เขารีบจะลุกจากเก้าอี้หินเพื่อรับถ้วยยาแล้วถอยออกไปดื่มข้างนอก
“นั่งลง” ซูอู๋ตู้เอ่ยเสียงเรียบ
ร่างที่กึ่งลุกของซูจืออีชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนจะยอมนั่งกลับลงไปแต่โดยดี
หมอเฉินยื่นถ้วยยาส่งให้เขาถึงตรงหน้าก็ถอยออกไป ซูจืออีรับถ้วยยาไว้ ถอดหน้ากากออก ลูกกระเดือกเคลื่อนไหว ใบหน้าเรียบเฉย เขายกยาขมถ้วยใหญ่ขึ้นดื่มรวดเดียวหมดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
ซูอู๋ตู้รู้สึกพึงใจอย่างยิ่งกับท่าทีว่าง่ายขององครักษ์เงาผู้นี้ เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะดึงสมาธิกลับไปจดจ่อกับแฟ้มเอกสารในมือดังเดิม
ไม่นานก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน สาวใช้จัดวางสำรับอย่างเงียบเชียบแล้วค้อมตัวถอยออกไป
ซูจืออีเห็นดังนั้นจึงลุกจากเก้าอี้หิน ก้มหน้านัยน์ตาต่ำ เตรียมจะหายตัวไปเพื่อไม่รบกวนนายท่านขณะกินอาหาร
สายตาของซูอู๋ตู้กวาดมองอาหารเต็มโต๊ะที่สีสัน กลิ่น และรสจัดจ้าน ก่อนจะนึกถึงสภาพของอีกฝ่ายเมื่อช่วงสาย ทั้งอ่อนแรงปวกเปียก สะลึมสะลือแต่ยังฝืนสอบสวน ตลอดจนท่าทางเรียบร้อยที่กล้ำกลืนยาโดยไม่ส่งเสียงใด ๆ จิตใจของเขาไหวเล็กน้อย “นั่งลง ร่วมโต๊ะด้วยกัน”
