ซูจืออีคิ้วขมวด เหงื่อผุดซึมที่ขมับ เห็นได้ชัดว่ากำลังกลั้นเจ็บ แต่ไม่ส่งเสียง
ซูอู๋ตู้ก้มลงปลอบเขาเบาๆ “ไม่ต้องกลัว”
ซูจืออีกลั้นความเจ็บปวด บีบคำพูดลอดไรฟันออกมาสองคำ “ไม่กลัว”
เฉินเชิงเซิงมือไวเท้าคล่องบัญชาเด็กช่วยหยิบยาจุดตะเกียงทั้งหมด ในห้องสว่างจ้าในไม่ช้า
เขาล้วงเม็ดยาที่เตรียมไว้ก่อนแล้วออกจากกระเป๋ายา ยัดใส่ปากซูจืออี “กินเข้าไปแล้วจะหลับไป ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว”
ซูอู๋ตู้คิ้วขมวด กำมือของซูจืออี ลูบหน้าผากเขา เอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “นอนเถิด… แต่อย่าลืมตื่นตรงเวลาล่ะ”
หน้ากากของเขาไม่ได้ใส่เลย จะมาปิดบังต่อหน้าหมอเอาตอนนี้ก็ใช่ที่
ซูจืออีกะพริบตา จ้องมองเขา หนังตาก็หย่อนลงอย่างรวดเร็ว สีหน้าก็ผ่อนคลายลง
เฉินเชิงเซิงเตรียมเครื่องมืออย่างเป็นระเบียบ เขาไม่ยอมเงยหน้าขึ้นเลย เอ่ยว่า “เรียนท่านเจ้าสำนักออกไปข้างนอกก่อนเถิด”
ซูอู๋ตู้ไม่ขยับ “ข้าอยู่ที่นี่จะมีผลอะไรหรือไม่”
เฉินเชิงเซิงส่ายหน้า “มิใช่มีผล เพียงแต่เกรงว่าอีกครู่ท่านจะทนดูไม่ได้”
ซูอู๋ตู้ไม่ตอบรับ และไม่ขยับเท้า นั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง กำมือของซูจืออีอยู่
ยันต์คุ้มภัยป้ายหยกดำตรงนั้นผูกไว้ที่ข้อมืออย่างดี เชือกถักก็เขาถักด้วยมือของเขาเอง ปมแน่นหนา
เฉินเชิงเซิงชำเลืองมองเขา ไม่ได้เตือนสติอีก คิดในใจว่าท่านเจ้าสำนักคงไม่เห็นคนเลือดออกแล้วโวยวายจะตัดหัวเขา ประหารเก้าชั่วโคตรเป็นแน่
เขาสั่งเด็กช่วยหยิบยาคนหนึ่งไปต้มหยกโลหิตกระดูกที่กำชับไว้ก่อน หลังจากนั้นก็ล้างมือ ปลดเสื้อของซูจืออีออก
