เจี่ยนฟูหว่านยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า "ศิษย์พี่รู้สึกแย่หรือไม่"
"นิดหน่อย"
"ศิษย์พี่อย่าได้กังวล"
ว่างซูหาได้กลัวไม่ นางรู้สึกขยะแขยงต่างหาก
หากเป็นศพธรรมดายังพอรับได้ การตายอย่างน่าสงสัยเช่นนี้ ยากนักที่จะไม่ส่งผลต่อความอยากอาหาร
ว่างซูจิบน้ำพลางเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวว่านอนสอนง่ายตรงหน้า
นางถามระบบว่า "ฝีมือนางเอกหรือ"
[ขออภัย ข้าไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบรายละเอียดโครงเรื่อง]
"ก็ได้" ว่างซูตัดใจไม่ครุ่นคิดเรื่องนี้อีก
ทั้งนางและระบบล้วนเป็นผู้มาจากต่างโลก ระบบไร้สิทธิ์ นางเองก็ไร้ซึ่งพรวิเศษ
หลังอาหารเสร็จ ว่างซูพาเจี่ยนฟูหว่านไปยังหอวิชา
ศิษย์โดยตรงที่เพิ่งเข้าสำนัก ต้องเข้าเรียนร่วมกับศิษย์ในเช่นกัน
เจี่ยนฟูหว่านขอบคุณว่างซู แล้วเดินเข้าไปหาที่นั่งว่างในหอนั่งลง
เหล่าศิษย์ใหม่ที่เข้าร่วมสำนักในเวลาใกล้เคียงกันต่างมองมาทางนาง เจี่ยนฟูหว่านยิ้มอย่างสุภาพให้ทุกคน เด็กสาวที่เดิมทีค่อนข้างเคอะเขินก็พากันกรูเข้ามาล้อมรอบ
"สวัสดี ข้าชื่อหลินถู่ ท่านที่พาเจ้ามาเมื่อครู่ คือศิษย์พี่สามหรือไม่"
"อืม" เจี่ยนฟูหว่านพยักหน้า น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวาน ทำให้หลินถู่เกิดความรู้สึกดีเป็นอย่างยิ่ง
หลินถู่มีนิสัยสบาย ๆ ตรงไปตรงมา นางนั่งลงข้างเจี่ยนฟูหว่าน
"ข้าจำได้ว่าเจ้าแซ่เจี่ยน ชื่อฟูหว่าน ถูกต้องหรือไม่"
"เจ้าเรียกข้าว่าฟูหว่านก็ได้เช่นกัน"
"ศิษย์พี่ฟูหว่าน สวัสดิการของศิษย์โดยตรงต้องดีมากแน่ ๆ เจ้าไม่รู้หรอก พวกเราที่เป็นศิษย์นอกนั้นอยู่กันหกคนต่อหนึ่งห้อง แถมมีช่วงทดลองสามปี หากผ่านสามปีไปแล้ว ระดับการฝึกตนไม่ผ่านเกณฑ์ ก็จะถูกขับออกจากสำนัก น่าเวทนายิ่งนัก"
เจี่ยนฟูหว่านฟังพลางปลอบใจว่า "เวลายังมีอีกมาก เจ้าต้องทำได้แน่"
"ศิษย์พี่ ท่านช่างดีจริง ให้พวกเราเป็นเพื่อนกันเถิด"
"ได้สิ"
เจี่ยนฟูหว่านมิได้ปฏิเสธไมตรีของหลินถู่ นางตอบตกลงด้วยรอยยิ้มแย้มแจ่มใส
หลังจากเริ่มเรียน อาจารย์ผู้สอนคือครูฝึกของสำนัก
ครูฝึกแต่ละคนสอนวิชาต่างกันไป วันนี้เป็นวิชาแรกของเหล่าศิษย์ใหม่ เริ่มจากการฝึกดูดกลืนลมปราณ
เจี่ยนฟูหว่านหลับตาลงตามคำแนะนำ ด้วยความช่วยเหลือของหินดึงดูดลมปราณ ในไม่ช้านางก็สัมผัสได้ถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวของลมปราณ และดึงดูดลมปราณจากรอบทิศเข้าสู่ร่างกายของตนเองให้พอกพูนขึ้น
ลมปราณบางเบาปรากฏขึ้นรอบกายนาง ครูฝึกพยักหน้าด้วยความพอใจ น้ำเสียงแฝงความภาคภูมิใจยิ่งนัก
"เจี่ยนฟูหว่าน ไม่เลว มีพรสวรรค์มาก"
เหล่าศิษย์คนอื่น ๆ ที่ได้รับหินดึงดูดลมปราณมองหน้ากันไปมา
จากนั้น ศิษย์แต่ละคนก็ทยอยเรียกใช้ลมปราณสำเร็จ ลมปราณพัดวนอยู่รอบตัวราวกับสายลมอ่อน ๆ ปลิวผ่านเส้นผม ความรู้สึกของแต่ละคนแตกต่างกันไป
หลินถู่เรียกใช้ลมปราณสำเร็จได้ไม่ช้านัก หลังจากนางทำสำเร็จ ภายในหอยังมีอีกหลายคนที่ยังเรียกใช้ลมปราณไม่สำเร็จ
ครูฝึกสั่งให้หยุด แล้วกลับไปนั่งบนแท่น
"วันนี้เป็นเพียงการฝึกฝน ผู้ที่ทำสำเร็จในการลองครั้งแรก แสดงว่ามีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม ส่วนผู้ที่ยังไม่สำเร็จในครั้งแรก ก็อย่าได้ท้อแท้ จงเก็บหินดึงดูดลมปราณนี้ไว้คนละก้อน ในยามว่าง จงฝึกฝนให้มาก ลองให้มาก"
"ศิษย์จะจำใส่ใจ!"
"เอาล่ะ วันนี้หมดคาบแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ แยกย้ายกันไปได้" ครูฝึกปิดตำรา ปล่อยให้ทุกคนแยกย้าย
เหล่าศิษย์ในของสำนักสุริยันจันทราเรียนวิชาการฝึกตนในตอนเช้า ส่วนในตอนบ่ายต้องไปทำงานที่ศาลาออกคำสั่ง โดยมีครูฝึกแต่ละคนเป็นผู้จัดสรรงาน
เมื่อทำงานเสร็จจะได้รับผลตอบแทนเป็นหินวิญญาณ หนึ่งงานต่อหินวิญญาณระดับต่ำสองก้อน
สามปีให้หลัง หากระดับการฝึกตนไม่ถึงมาตรฐาน ศิษย์ผู้นั้นสามารถเลือกที่จะอยู่เป็นศิษย์นอกต่อไปเพื่อทำงานเก็บเงิน หรือจะเลือกออกจากสำนักไปใช้ชีวิตแบบมนุษย์ปุถุชนที่ตีนเขาก็ได้
สรุปแล้ว สำนักสุริยันจันทรามิได้เคร่งครัด ตรงกันข้าม กลับให้อภิสิทธิ์อย่างยิ่ง
ในหมู่ศิษย์นอก จะพบเห็นคนชราทำงานในไร่นา ดูแลสมุนไพรวิญญาณ เลี้ยงดูอสูรวิญญาณอยู่ทั่วไป
ศิษย์นอกที่ร่างกายแข็งแรงก็จะทำงานจำพวกตัดฟืนตักน้ำ
แต่เมื่อเทียบกับหินวิญญาณที่ศิษย์ในได้รับแล้ว ศิษย์นอกจะได้หินวิญญาณน้อยกว่า
ผลตอบแทนหินวิญญาณของศิษย์นอกนั้นคิดเป็นรายวัน เมื่อทำงานทั้งวันเสร็จ ได้เพียงหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งก้อน
หินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งก้อนนั้น เทียบเท่ากับค่าแรงครึ่งเดือนของมนุษย์ธรรมดา
แม้น้อย แต่ก็ยังมากกว่าที่หาได้ในโลกมนุษย์ หากมิใช่เพราะทำผิดแล้วถูกขับไล่ ก็มีศิษย์นอกน้อยนักที่จะสมัครใจออกจากสำนัก
อนึ่ง ศิษย์นอกก็สามารถแต่งงานสร้างครอบครัว ติดต่อกับมนุษย์ธรรมดาได้ บางคนเมื่อเก็บหินวิญญาณได้มากพอ ก็ไปเปิดร้านที่ตีนเขาเพื่อค้าขายหาเลี้ยงชีพ
ศิษย์ประเภทนี้จะไม่นับว่าเป็นศิษย์นอกอีกต่อไป สูญเสียสิทธิ์ในการกลับเข้าสำนัก และถูกจัดไว้ในกลุ่มศิษย์ลงทะเบียน หากยามจำเป็นยังต้องตอบรับคำสั่งระดมพลของสำนัก แต่ละปีก็จะได้รับโอสถวิญญาณจำนวนไม่น้อยเป็นรางวัล
นี่คือชื่อเสียงที่สำนักสุริยันจันทราได้สร้างไว้บนแผ่นดินนี้
หลาย ๆ สำนัก วางกฎเกณฑ์เคร่งครัด การต่อสู้ภายในวุ่นวาย ศิษย์ดิ้นรนเอาดีได้ยาก เล่ห์เหลี่ยมเพทุบายรุนแรง
หลินถู่พูดพล่ามไม่หยุด เจี่ยนฟูหว่านฟังอย่างเงียบ ๆ
"เดิมทีพ่อข้าคิดจะยกข้าให้แต่งงาน เป็นพี่สาวของข้าที่ยัดเงินให้ข้าเล็กน้อย บอกให้ข้ามาลองดู ข้าจึงลองดูด้วยทัศนคติลองเชิง นึกไม่ถึงว่าจะได้เข้ามาจริง ๆ"
"ถ้าภายภาคหน้าอยู่ในสำนักในต่อไม่ได้ ไปอยู่สำนักนอกก็ยังดี เก็บเงินได้มาก ๆ ยังดีกว่าทนใช้ชีวิตแต่งงาน"
เจี่ยนฟูหว่านมองหลินถู่อย่างไม่เข้าใจ "แต่งงานกับคนที่ตัวเองชอบไม่ดีหรือ"
"ก็มันหายากนี่นา คนที่เราชอบน่ะ พ่อแม่ข้าค้าขาย ในเมืองพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่ก็ยังต้องยอมอยู่ใต้อำนาจขุนนางผู้ดีอยู่วันยังค่ำ พี่สาวข้าก็แสนดี แต่สุดท้ายก็ต้องตกเป็นอนุภรรยาของคนอื่น ถูกกดขี่ข่มเหงทุกวี่วัน แม้แต่ลูกที่ตัวเองคลอดก็ยังถูกฮูหยินใหญ่เลี้ยงไป ไม่เหลือความใกล้ชิดสนิทสนมกับพี่สาวเลยแม้แต่น้อย"
หลินถู่นึกถึงชีวิตที่พี่สาวต้องเผชิญ แล้วก็เบ้ปาก "ข้าถึงได้ไม่อยากมีชีวิตแบบนั้น"
"เช่นนั้นเจ้าก็แต่งงานกับผู้ฝึกตนก็ได้"
"ฟูหว่าน เจ้าคงไม่ได้มีคนที่ชอบอยู่แล้วใช่ไหม" หลินถู่ถามพร้อมรอยยิ้มตาหยี
เจี่ยนฟูหว่านมิได้ปิดบัง พยักหน้า "ข้าชอบท่านพี่ใหญ่"
"ท่านพี่ใหญ่ก็ไม่เลวนี่ แต่เจ้าไม่รู้หรือ ท่านพี่ใหญ่มีคู่หมั้นอยู่แล้ว" หลินถู่บอกนาง
"หา" เจี่ยนฟูหว่านชะงัก สายตาจ้องเขม็งไปที่หลินถู่ รอยยิ้มในดวงตาพลันมลายหายไป ดุจมีก้อนน้ำแข็งเสียบอยู่
หลินถู่กลืนน้ำลาย ตกใจกับความเร็วในการเปลี่ยนสีหน้าของเจี่ยนฟูหว่าน
"ฟูหว่าน เจ้าเป็นอะไรไป"
"คู่หมั้นของท่านพี่ใหญ่คือใคร" เจี่ยนฟูหว่านถามต่อ
"เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่รู้ ข้าได้ยินคนอื่นเขาพูดกันว่า ก่อนที่ท่านพี่ใหญ่จะเข้าสำนักสุริยันจันทรา ท่านมีคู่หมั้นอยู่แล้วในโลกมนุษย์"
"ท่านพี่ใหญ่เป็นเด็กกำพร้า เป็นครอบครัวของคู่หมั้นนั่นแหละที่ช่วยชีวิตท่านไว้ ท่านกับคู่หมั้นมาเข้าสำนักสุริยันจันทราด้วยกัน คู่หมั้นไม่มีคุณสมบัติในการฝึกตน เพิ่งปีนบันไดสวรรค์ได้แค่นิดเดียวก็สลบไป ส่วนท่านพี่ใหญ่ก้าวเดินขึ้นไปถึงยอดได้อย่างมั่นคง ภายหลังจึงได้เข้าอยู่ใต้การดูแลของเจ้าสำนัก"
เจี่ยนฟูหว่านกำหมัดแน่น เล็บจิกลงในเนื้อย่างแรง
นางกระตุกมุมปาก ยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวขอบคุณหลินถู่ที่บอกเล่าเรื่องนี้ให้นางทราบ
"หลินถู่ เจ้าช่วยข้าทีได้หรือไม่" เจี่ยนฟูหว่านจับมือหลินถู่ เริ่มเป็นฝ่ายแสดงไมตรีเอง
"ได้สิ ศิษย์พี่อยากให้ข้าทำอะไรหรือ"
"ช่วยสืบเรื่องคู่หมั้นของท่านพี่ใหญ่ให้ข้าหน่อย ข้าอยากรู้ว่านางเป็นสตรีเช่นไร"
"ได้สิ ข้าจะลองไปถามดูทีหลัง ว่าใครรู้รายละเอียดข้างในเรื่องนี้บ้าง" หลินถู่พยักหน้า ทั้งสองคนเดินมาจนถึงสะพานสวรรค์พอดี จึงเอ่ยลากันที่นี่
